ครอบครัวนั้น สำคัญไฉน?

Interview Published: Jul 2013

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ.ชนิกา ตู้จินดา ประธานโรงพยาบาลเด็ก สมิติเวช ศรีนครินทร์

ความผูกพันธ์ในครอบครัวของคนไทยยุคปัจจุบัน นับวันจะยิ่งจางหายห่างไกลออกไปทุกที ต่างคนต่างมีโลกส่วนตัวกันมากขึ้น แต่สำหรับครอบครัวตู้จินดาแล้ว ไม่ว่าสังคมรอบข้างจะผันผวนไปสักเพียงไหน ก็ยังคงเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ให้ความอบอุ่นกับลูกหลานได้เสมอ ไอเกิล ได้รับเกียรติอย่างสูงในการเยี่ยมบ้านของศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ.ชนิกา ตู้จินดา ประธานโรงพยาบาลเด็ก สมิติเวช ศรีนครินทร์

ก้าวแรกที่เดินผ่านประตูรั้วเข้ามา รู้สึกได้ถึงความเป็นครอบครัวที่อบอุ่นอย่างแท้จริง บรรยากาศโอบล้อมไปด้วยต้นไม้สีเขียว มี ศ.เกียรติคุณ นพ.มนตรี  ตู้จินดา ลูกๆ และหลานๆ ตัวน้อย น่ารักทั้ง 3 คอยห้อมล้อมกันเป็นพัลวัน น้องเต็ม หลานย่า น้องแป้ง และน้องปุ๋ม หลานยาย นอกจากนี้อาจารย์บอกว่ายังมีหลานยายวัยทีนอีก 2 คนค่ะ แต่วันนี้ไม่อยู่บ้าน ช่างเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีครบทุกรุ่นเลยนะคะ แต่ไม่ว่าจะรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ ก็อยู่กันได้อย่างเห็นอกเห็นใจ เพราะมีร่มโพธิ์ร่มไทรอย่างอาจารย์ชนิกา ยังไงล่ะค่ะ

ปัจจุบันอาจารย์อายุ 74 ปีแล้ว แต่ยังคงทำงานโดยเป็นประธานของโรงพยาบาลเด็ก สมิติเวช ศรีนครินทร์ ซึ่งอาจารย์เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมได้จัดตั้งเป็นศูนย์กุมารเวชขึ้นในปี 2544 และได้พัฒนามาเป็น รพ.เด็ก สมิติเวช ศรีนครินทร์ เมื่อปี 2546 มุ่งมั่นคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กและพ่อแม่ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องการรักษาในยามเจ็บป่วยเท่านั้น แต่มุ่งเน้นพัฒนา เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ และบริการต่างๆ ที่ครอบคลุมให้กับเด็ก รวมไปถึงให้ความรู้กับพ่อแม่และผู้ปกครองอีกด้วย

อาจารย์บอกว่า ในสมัยก่อนอัตราการเกิดของประชากรเด็กอยู่ที่ประมาณปีละ 1 ล้านคน แต่ในช่วงหลังน่าจะ 10 ปีมานี้ เหลือที่ประมาณ 8 แสนคน ทำให้มีอัตราผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นความท้าทาย ที่ทำให้อาจารย์ยิ่งมุ่งมั่น ที่จะพัฒนาประชากรเด็กที่เกิดใหม่ให้มีคุณภาพ อาจารย์มองหาแนวทางและวิธีการใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อจะทำให้เด็กได้มีพัฒนาการอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ เพื่อให้เด็กมีสุขภาพที่ดี ชีวิตเป็นสุข เป็นเด็กดี เด็กเก่ง ของครอบครัวและสังคม แต่เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ พ่อแม่และผู้ปกครองคือองค์ประกอบสำคัญในการช่วยพัฒนาเด็ก ซึ่งอาจารย์เล็งเห็นความสำคัญ พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำในทุกๆ ด้าน

นอกจากนี้ก็ไม่ทอดทิ้งคนไข้ที่ยากจน โดยการก่อตั้ง “กองทุนสมิติเวชเพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก”  ช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาส ๖๐ ปีพระบรมราชาภิเษกสมรส ซึ่งได้ทำการผ่าตัดหัวใจฟรีแล้ว 80 ราย เด็กแข็งแรงดี ในอนาคตจะช่วยเหลือเด็กคนไข้ธาลัสซีเมีย ด้วยการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก และช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคไตเรื้อรัง

อาจารย์ดูแลผู้คนมามากมาย เป็นเวลากว่า 50 ปี หากถามว่าอาจารย์เคยเหนื่อยหรือท้อบ้างไหม “เราเป็นมนุษย์ปุถุชนก็ย่อมมีเหนื่อยบ้างเป็นธรรมดา แต่ไม่ท้อนะ เป็นความภาคภูมิใจมากกว่า คิดว่าตัวเองเกิดมาแล้วได้มีส่วนช่วยเหลือสังคม เห็นเด็กที่เราดูแลได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีกันมาหลายต่อหลายรุ่น ก็ทำให้มีความสุข สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้อาจารย์มีกำลังใจ คือ พระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ได้พระราชทานแจกันดอกไม้ให้ในวันครบรอบวันเกิด 72 ปี ของอาจารย์ ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นและเป็นสิ่งที่ปลาบปลื้มที่สุดในชีวิตของอาจารย์”  อาจารย์เล่าให้ฟังพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

ถามเรื่องการดูแลสุขภาพ ว่าเพราะอาจารย์เป็นหมอ จึงดูแลสุขภาพดีกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า ถึงแม้จะอายุ 74 ปีแล้ว ถึงได้ยังดูแข็งแรงขนาดนี้ อาจารย์รีบกระซิบทันทีว่า “ไม่เลยค่ะ อาจารย์ไม่ได้ดูแลอะไรพิเศษมากกว่าคนอื่นเลย แค่เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้ ออกกำลังโดยการเดินและเล่นกับหลานๆ แต่อาจารย์จะชั่งน้ำหนักทุกวันมานานแล้ว ว่าน้ำหนักเกินหรือเปล่า เพราะหากน้ำหนักเกิน นั่นหมายถึงคุณเริ่มอ้วน ซึ่งจะนำพาโรคต่างๆ มาสู่เรานั่นเอง” นอกจากนี้อาจารย์ยังเล่นดนตรี คือ เปียโน ในยามว่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์รักและทำมาโดยตลอด

ครอบครัวคือบ้านหลังใหญ่ ที่เป็นจุดรวมใจ ทำให้เรามีพลังที่จะก้าวต่อไป แต่บ้านหลังนี้จะมีพลังแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสมาชิกของทุกคนในครอบครัว “อาจารย์อยากให้ทุกคน ใช้เวลากับครอบครัวให้มากๆ เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีดึงเราให้ออกห่างจากครอบครัว ควรจะให้ครอบครัวได้มีการพบปะพูดคุยด้วยปิยวาจา มีความสุขที่ได้พบกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน เล่นกีฬาด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน รับประทานอาหารด้วยกัน หรือไปช้อปปิ้งด้วยกันก็ได้ ขอแค่ให้มีเวลาได้อยู่กับครอบครัว อีกสิ่งที่สำคัญ คือต้องมีความเมตตาต่อกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ใช้หลักพรมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ซึ่งจะทำให้ครอบครัวมีความสุข ทุกครั้งที่เราเหนื่อยหรือเหงาจะทำให้เรานึกถึงบ้านเสมอ”

นี่แหละค่ะ คือ บ้านหลังใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ของศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิงชนิกา
ตู้จินดา