เมื่อเข่าขอร้องไห้

Feature Story Published: Jan 2012

ต้อนรับปีใหม่ 2555 ด้วยสุขภาพที่แข็งแรง แข้งขามีกำลังวังชาพร้อมวิ่งสู้ฟัดทุกสถานการณ์กันดีกว่า  ไอเกิล หวังว่าท่านผู้อ่านที่รักไม่ลืมที่จะตรวจสุขภาพประจำปีกันนะคะ

การตรวจสุขภาพเป็นเรื่องชิลๆ คะ ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่การรักษาสุขภาพนี่สิคะที่หลายๆ คนอาจมีการบิดพลิ้วกันไปบ้าง ถ้าได้เรียนรู้วิธีการดูแลรักษาตัวเองให้ดีอยู่เสมอแล้วล่ะก็ ไม่มีอะไรยากเกินไปหรอกค่ะ  มาเรียนรู้เรื่องกลไก การทำงานของร่างกายเราให้มากขึ้นกันดีกว่านะคะ จะได้ดูแลรักษากันได้อย่างถูกต้องค่ะ

หนึ่งปีผ่านไป ไอเกิล ได้ประมวลความคิดเห็นและคำถามมากมายจากท่านผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน สิ่งหนึ่งที่พบมากคือ คำถามเกี่ยวกับ “ข้อเข่า”  เมื่อก่อนนี้ใครเข่ากร๊อบแกร๊บล่ะก็ แปลว่าความชราเริ่มมาเยือนแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แค่หนุ่มน้อย สาวน้อยเท่านั้นที่มีเข่ากร๊อบแกร๊บ หนุ่มมาก สาวมาก ทั้งหลายถ้าไม่ระวังตัวให้ดีๆ ก็มีสิทธิ์จะเกิดอาการข้อเข่าเสื่อมได้ เหมือนกันค่ะ

สถิติจากหลายๆ ประเทศทั่วโลก พบว่าเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็มีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่ากันพอสมควรเลยทีเดียวโดยได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ซึ่งมีตั้งแต่การบาดเจ็บแบบนิดๆ หน่อยๆ คือ เคล็ดขัดยอก ไปจนถึงกระดูกหัก  ทั้งนี้ถ้าไม่ดูแลรักษาให้ถี่ถ้วนตั้งแต่ตอนที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว อาจมีผลกระทบเมื่ออายุมากขึ้นได้ คือสามารถเป็นเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร ดังนั้นจะหนุ่มมากสาวมาก  หรือหนุ่มน้อยสาวน้อย ก็ไม่ควรละเลยหากมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่านะคะ

ไอเกิล ได้โอกาสไปสัมภาษณ์อาจารย์ธีวินท์ ทนุดำรงค์ ศัลยแพทย์เฉพาะทาง ด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม  ศูนย์รักษากระดูกและข้อ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา เรื่อง ข้อเข่าเสื่อมมาฝากท่านผู้อ่าน เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวได้ทันท่วงที และรักษาหัวเข่าอันเป็นที่รักไว้ได้นานเท่านานนะคะ  ก่อนอื่นเลย เราต้องมาทำความรู้จักหัวเข่าของเรากันสักหน่อยดีกว่านะคะ

เชื่อไหมคะว่าข้อเข่าของเรานี้มีกลไกที่น่าอัศจรรย์มาก โดยประกอบด้วยกระดูกขาท่อนบนหรือต้นขา (femur) กระดูกหน้าแข้ง (tibia)  และกระดูกลูกสะบ้า (patella) และยังรวมไปถึงเนื้อเยื่อรอบๆเข่า และส่วนที่สำคัญเลยคือกระดูกอ่อนในข้อ การทำงานของข้อเข่านั้นค่อนข้างซับซ้อนทีเดียว เพราะต้องมีความสมดุลระหว่างการขยับขา  โดยผิวข้อเข่าจะมีกระดูกอ่อน( cartilage) ทำหน้าที่กระจายน้ำหนักให้ทั่วถึง นอกจากนี้ในข้อเข่าก็จะมีน้ำหล่อเลี้ยงที่เรียกว่า  synovial fluid ที่ช่วยหล่อลื่นป้องกันการสึกของเข่า เหมือนน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์นี่ล่ะค่ะ ก็แหมการเดินหรือวิ่งของเราก็เหมือนกับการขับเคลื่อนของลูกสูบนั่นล่ะค่ะ

ลองสังเกตดูสิคะว่าเวลาเราเดิน วิ่ง หรือแค่แกว่งขาเล่นๆ นั้น ลูกสะบ้าของเราต้องขยับขึ้นลงๆ โดยมีเนื้อเยื่อและกระดูกอ่อนรอบๆ รองรับน้ำหนัก คอยยึดและกันไว้ให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่พอดี และยังยึดกระดูกต้นขาและหน้าแข้งไว้ได้ ซึ่งถ้าไม่ระวังให้ดีเสียศูนย์ไป หรือกล้ามเนื้อตรงหัวเข่าและต้นขาไม่แข็งแรง ก็จะเกิดความไม่สมดุล สามารถทำให้เกิดอาการบาดเจ็บหรือข้อเข่าเสื่อมได้

การเสื่อมของข้อเข่า ในสมัยก่อน เชื่อกันว่าเกิดจากการเสื่อมตามอายุ คือยิ่งอายุมาก ก็เสื่อมมาก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว อายุเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้นกลไกหลักๆของโรคข้อเสื่อม เกิดจากสามอย่าง คือ หนึ่งกระดูกอ่อนข้อเข่าสึก สองเนื้อเยื่อหุ้มเข่าอักเสบ และสามแนวแกนของขาผิดปกติ ซึ่งในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ข้อเข่าจะเสื่อมจาก กระดูกอ่อนข้อเข่าสึก จากการใช้งานมาก โดยเฉพาะท่าทางที่ไม่เหมาะสมต่อข้อเข่า ที่คนไทยนิยมทำคือ นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ พับเพียบ หรือคุกเข่า เมื่อทำบ่อยๆเข้า กระดูกอ่อนในเข่าจะสึกเร็ว ทำให้เกิดการเสียดสี และการอักเสบตามมา ก็ทำให้ปวดเข่า หรือในบางคนที่เข่าโก่งตามกรรมพันธุ์ น้ำหนักที่ถ่ายลงเข่าไม่เท่ากันเพราะมันโก่ง ก็ทำให้กระดูกอ่อนเสียดสีกันมากขึ้น เกิดการอักเสบตามมา  สุดท้ายก็เข้าสู่วัฏจักรเดิม วนไปวนมาไม่จบสิ้น

อาการเริ่มต้นของข้อเข่าเสื่อม คือปวดเข่า ปวดรอบๆข้อ หรือปวดด้านหลังข้อเข่า โดยเฉพาะท่างอเข่ามากๆ เช่น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งยองๆ หรือคุกเข่า มีเสียงดังกร๊อบแกร๊บในเข่าเวลางอ หรือเหยียดเข่า โดยเฉพาะเวลาขึ้นบันได เวลานั่งงอเข่านานๆเช่นนั่งในรถ แล้วเหยียดเข่าลำบาก ขัดในเข่า ข้อเข่าก็จะบวมตึงเพราะมีการสร้างน้ำข้อเข่าออกมาเพิ่ม คือจริงๆ แล้วข้อเข่าต้องมีน้ำหล่อลื่นอยู่แล้วแต่พออักเสบก็จะมีสารอักเสบพาของเสียออกมาปนกับน้ำหล่อลื่นปกติ และจะก็ไปในทุกที่ๆ น้ำหล่อลื่นปกติไป   ข้อสำคัญมันไปไม่ไปอย่างเดียวน่ะสิ มันดันไปทำลายอวัยวะต่างๆ ในข้อเข่าด้วยน่ะสิ  ถ้าอักเสบน้อยก็จะเป็นการบวมตึงนิดๆ หน่อยๆ เวลาเดินก็จะรู้สึกขัดๆ  และหากเป็นมากๆ จะมีเข่าโก่งผิดรูป อาจโก่งเข้า หรือโก่งออกก็ได้  ทำให้เจ็บเข่าทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะถ้าต้องขึ้นหรือลงบันได เลยไม่อยากลุกเดินเหินไปไหน ก็ยิ่งทำให้กล้ามเนื้อต้นขาลีบและไม่มีกำลัง ข้อจะติดเหมือนเส้นยึด จะเหยียดขาทีก็เจ็บและเหยียดไม่สุด  ยิ่งเป็นมากขึ้น กระดูกอ่อนจะมีขนาดบางลง ผิวกระดูกจะขรุขระ และจะมีการงอกของกระดูกที่เรียกว่า osteophyte ขึ้นมาอีก และก็จะอักเสบขึ้นไปอีก ข้อก็จะขับน้ำออกมาอีก เข่าก็จะบวมขึ้นไปอีก กระดูกอ่อนก็จะยิ่งบางมากขึ้นไปอีก อีรุงตุงนังเจ็บปวดเข้าไปอีก

สาเหตุอาจเกิดได้เอง หรือเกิดจากการใช้งานเข่าในท่าที่ไม่เหมาะสม หรือเคยเกิดอุบัติเหตุของเข่า เช่นกระดูกเข่าแตก หรือ เส้นเอ็นขาดมาก่อน และล่าสุด ที่วงการข้อเข่ากำลังสนใจคือเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือที่เรียกว่ายีนส์ หรือพูดง่ายๆคือ เกิดมาก็มียีนส์เข่าเสื่อมติดตัวอยู่แล้ว ยังไงก็เป็น ใครสงสัยว่าจะมียีนส์เข่าเสื่อมหรือไม่ก็ลองไปตรวจดูได้นะคะ  LifeCenterของโรงพยาบาลสมิติเวช ตรวจได้หมดค่ะ

การรักษาข้อเสื่อม แบ่งตามความรุนแรงของโรค หากเพิ่งเริ่มเป็น อาการเป็นไม่มาก ก็รักษาด้วยยาลดอาการอักเสบ ลดอาการปวดในเข่า  นอกจากยาลดอาการปวดแล้ว ยังมียาช่วยเพิ่มน้ำเลี้ยงเข่า หรือยาที่ช่วยซ่อมแซมกระดูกอ่อน (Glucosamine) ทั้งแบบรับประทานและแบบยาฉีดเข้าข้อ เพื่อหล่อลื่น และลดการอักเสบในเข่า ซึ่งยาประเภทนี้ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาให้ตามความรุนแรง  แต่ที่สำคัญคือเราต้องเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เข่าเสียดสีกันมากๆตามที่บอกไปแล้วในขั้นต้น ได้แก่ การนั่งยองๆ การนั่งขัดสมาธิ หรือพับเพียบ และการคุกเข่า  นั่งประเดี๋ยวประด๋าวไม่เป็นไรหรอกค่ะ นั่งนานๆ และทำบ่อยๆ อาจมีปัญหาได้

วิธีแก้คือการทำกายภาพกล้ามเนื้อรอบๆข้อเข่า เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง นั่นคือสาเหตุที่ต้องเล่น weight training บ้าง เพราะกล้ามเนื้อเราจะฝ่อลีบไปตามวัย โดยเฉพาะหากไม่ออกกำลังกายให้ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ  และที่สำคัญคือน้ำหนักตัว หากลดน้ำหนักลงได้อย่างน้อย 5% จะทำให้อาการปวดในข้อเข่าบรรเทาขึ้นได้อย่างมาก เดินเหินก็คล่องตัว

หากอาการเป็นมากขึ้น การใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน หรืออุปกรณ์รัดเข่า ก็มีประโยชน์ ใช้ไม้เท้าช่วยถ่ายน้ำหนักไม่ให้ น้ำหนักของเรากดลงที่เข่าโดยตรง ส่วนอุปกรณ์สวมเข่า ช่วยกระชับเข่า ทำให้เดินได้มั่นคงขึ้น

การรักษาสุดท้ายคือการผ่าตัด การผ่าตัดในโรคข้อเข่าเสื่อม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนข้อเทียมเสมอไป มีตั้งแต่การผ่าเพื่อจัดเรียงแนวแกนเข่าใหม่ การผ่าเปลี่ยนผิวข้อบางส่วน และสุดท้ายคือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด

หากผู้ป่วยอยู่ในระยะข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย คือปวดตลอดเวลาที่เดิน ผ่านการรักษาด้วยยา และปรับปรุงพฤติกรรมอย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังปวดอยู่ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าจะเป็นวิธีที่ดีในการลดอาการปวด และช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมดีขึ้นอย่างมาก

เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นที่มาของอาการข้อเข่าเสื่อม และการดูแลรักษาตัวเองแล้วล่ะก็ พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายนะคะ จะทำอะไรก็ให้ระวังตัวให้มากขึ้นจะได้ไม่เจ็บป่วย ถ้ามีอาการหรือได้รับบาดเจ็บก็รีบปรึกษาคุณหมอและรักษาให้เรียบร้อยนะคะ อย่าทิ้งไว้นาน ไม่งั้นจะมานั่งเสียใจทีหลังนะคะ ไอเกิลขอให้หนึ่งในพรปีใหม่ของท่านผู้อ่านที่รัก คือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และจิตใจที่ร่าเริงเป็นสุขตลอดไปนะคะ


เกี่ยวกับคุณหมอ

นายแพทย์ธีวินท์ ทนุดำรงค์
ศัลยแพทย์เฉพาะทาง ด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม
ศูนย์รักษากระดูกและข้อ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา

คุณหมอคนเก่งของไอเกิลฉบับนี้คือนายแพทย์ธีวินท์ หรืออาจารย์นุ้ก ค่ะ อาจารย์จบแพทยศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับวุฒิบัตรเฉพาะทาง ด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียมและมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผ่าตัดข้อเข่าเทียม และข้อสะโพกเทียม  จริงๆ แล้วอาจารย์เป็นคนอารมณ์ดีชอบร้องเพลง หลายท่านที่ชอบเพลงประเภท Pop Rock ต้องเคยเฉียดๆ วง “ข้าราชการ คลาสสิก” กันบ้างนะคะ ถึงแม้ว่าจะโปรโมทกันแบบใต้ดินๆ แต่ก็มีแฟนเพลงตามร้านอาหารมากมาย ก็อาจารย์กับเพื่อนๆ นักเรียนแพทย์ชอบไปเล่นตามร้านอาหารสนุกๆ กันไป  พอจบมาอาจารย์และเพื่อนๆ ก็มาตั้งอีกวงชื่อ Old Doc (สงสัยเริ่มรู้ตัวว่าหนุ่มน้อยลง) และรับเล่นตามงานของคนรู้จักๆ กัน เอ้า…ปีใหม่นี้ใครยังไม่ได้ฉลอง และยังหาวงดนตรีไม่ได้ ก็ติดต่ออาจารย์เลย แต่ขอบอกนะคะว่าวงนี้เขาเล่นเพลง Old จริงๆ ค่ะ  จะเล่นเพลงยุค 70’s & 80’s ซะส่วนใหญ่ค่ะ

อาจารย์นุ้กฝากบอกมาค่ะว่าการรักษาข้อเข่าเสื่อม ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป แต่การผ่าตัดจะได้ผลมากสำหรับผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะสุดท้ายแล้ว ที่สำคัญอย่ากลัวว่าผ่าแล้วจะเดินไม่ได้ อาจารย์บอกว่าผ่ามาเป็นสิบปีแล้ว ก็เห็นเดินปร๋อกันทุกคนนะคะ


When your knees creak!

The new year is right here and right now.  What is your resolution for this Dragon Year?  Whatever it is, we hope that you are puffing up for action, in good health, and great spirits.  But most of all, don’t forget your annual check-up!

We have been gathering all queries and requests from our readers and found out that many would like to know more about how to take care of their knees!  So, we got a chance to sit down and discuss this subject with Theewin Tanudumron, M.D., Orthopedic Surgeon at Samitivej Sriracha, covering problems with knees and ways to handle them correctly.

To better understand how knee problems occur, it is important to know some of the anatomy of the knee joint and to see how the various parts work together to maintain normal function.

The knee is the meeting place of two important bones in the leg, the femur, or the thighbone, and the tibia, or the shinbone, while the patella, or the kneecap as it is commonly called, is made of bone and sits in front of the knee. There’s cartilage which covers the ends of the bones of any joint, allowing the surfaces to slide against one another without damage to either one. The knee joint is called the synovial joint. Such synovial joints are enclosed by a ligament capsule and contain a liquid, called the synovial fluid that lubricates the joint.  Sounds like your car?

For a while, it was believed that degeneration of knees or Osteoarthritis or Degenerative Arthritis was a part of aging.  In fact, aging is only one of the factors for such condition.  There are 3 main factors for knee pains: degeneration of cartilage, arthritis, inflammation of knees ligament, deformity, and outward curvature of the knees or bowlegs.

For adults, the pain may come from degeneration of cartilage after years of usages or from improper posture such as sitting on the heels, sitting cross-legged or kneeling for a long period of time and several times.  In some cases, the cause is hereditary.

For teens, statistics showed that Osteoarthritis in young adults came from sports-related injuries – from aches and pains to broken bones.  If these injuries are not taken care of properly, they can lead to early degenerative arthritis.

Symptoms include pains around the knee from front, inside, outside or back.  There’s a creaking sound when you bend your knees or walk up and down the stairs or when your knees are stiff and bloated.  Excess water in your knees will destroy ligaments and other tissues as well. The more excess water you have, the more pain it can cause or even lead to deformity eventually.

Treatments depend on the stage of degeneration, starting from taking pain-reducing medicines and adding glucosamine to help restore cartilage, weigh lift training to build muscle around the knees to support knee’s mechanism, and finally surgery.  Doctors will determine the dosage of glucosamine for you whether in the form of pills or by injection.  In the case of surgery, it can be just a minor surgery or a total knee replacement.

According to Ajarn Theewin, body weight is also an important factor that helps reduce knee pain.  If you can lose up to 5% of your weight, your pain will be lessened as well.

There are other equipments that will help support your knees such as a cane to distribute weight from your knee, and tuber grip, or small sleeve-type brace, to protect and stabilize the knees.

A final advice from Ajarn Theewin “Once you know what causes your knee pains, prevent them from creaking, and take good care of them right-away and the correct way”.