Men’s Health เมื่อน้องชายไม่ยอมทำงาน

Men's Health Published: Jan 2014

ในขณะที่พี่ชายตั้งหน้าตั้งตาทำงานด้วยความขยันขันแข็ง เพราะอยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ พร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ ลูก แน่นอนว่างานนอกบ้านนั้นไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่งานในบ้านนี่ซิ ไอ้เจ้าน้องชายตัวดีกลับไม่ค่อยเป็นใจ ขี้เกียจ ร่ำไร ทำตัวอ่อนปวกเปียกเสียนี่กระไร จึงทำให้พี่ชายต้องกลุ้มใจเป็นยิ่งนัก วันนี้ นพ.ยศศักดิ์ สกุลไชยกร ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ศูนย์รักษาระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา จึงขันอาสามาช่วยเยียวยาให้เจ้าน้องชายตัวดี โดยคุณหมอให้ความรู้กับเราว่า ไอ้อาการน้องชายขี้เกียจนี้ก็ถือเป็นโรคโรคหนึ่งเหมือนกัน เรียกว่า

โรคอวัยวะเพศไม่แข็งตัว (Erectile Dysfunction)

จากการศึกษาของ Massachusetts Male Aging Study (MMAS)1997 ระบุว่า ในผู้ชายอายุ 40-70 ปี มีอุบัติการณ์อวัยวะเพศไม่แข็งตัวเลยถึง 15% และไม่แข็งตัวปานกลางถึง 34% ไม่แข็งตัวเล็กน้อย 17%  จะเห็นได้ว่า มีชายจำนวนไม่น้อยที่มีโรคนี้อยู่ ท่านอาจเป็นหนึ่งในนั้นอยู่ก็ได้

ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สุขภาพทั่วไป, เบาหวาน, โรคหลอดเลือดและหัวใจ, โรคทางอวัยวะสืบพันธุ์, สภาพของจิตใจ, การมีโรคประจำตัวเรื้อรังอื่นๆ  รวมถึงสภาพทางสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น การสูบบุหรี่  การใช้ยารักษาโรคประจำตัวเป็นประจำ (ยาลดความดันโลหิตบางชนิด) หรือภาวะขาดฮอร์โมน ก็เป็นสาเหตุที่สำคัญชัดเจนอย่างหนึ่ง

การแบ่งสาเหตุของอวัยวะเพศไม่แข็งตัว ตาม International Society of Impotence Research

  1. 1.      สาเหตุทางกาย

-          เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศ เช่น หลอดเลือดแดงอุดตัน หลอดเลือดดำไม่สามารถเก็บกักเลือดให้อวัยวะโตแข็งได้

-          เกิดจากระบบประสาท สารสื่อประสาทลดลงหรือเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้รับการบาดเจ็บ

-          โครงสร้างอวัยวะเพศ เนื่องจากกล้ามเนื้อเรียบอวัยวะเพศไม่คลายตัว, ชั้นเยื่อบุเหนียวที่หุ้มแกนแข็งตัวมีการยึดรั้งด้วยพังผืด

-          ระบบฮอร์โมน มีการพร่องลงของฮอร์โมนเพศชายตามอายุ หรืออาจมีปัญหาจากระบบต่อมใต้สมอง

  1. 2.      สาเหตุทางใจ

-          ไม่แข็งตัวทุกๆ ครั้ง ซึ่งเกิดจากการขาดความสนใจทางเพศจากตัวผู้ป่วยเอง หรือมีปัญหาการเข้าใกล้ชิด

-          ไม่แข็งตัวในบางสถานการณ์ เกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่

-           คู่นอน เช่น มีปัญหาหรือความขัดแย้งกับคู่นอน

-           มีปัญหาทางประสิทธิภาพ เช่น หลั่งเร็ว, กลัวว่าเพศสัมพันธ์จะล้มเหลว

-           ภาวะความเครียดทางจิตใจ เช่น ซึมเศร้า หรือภาวะสูญเสีย เช่น คู่นอนเสียชีวิต

แนวทางการรักษา

  1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ ลดความอ้วน, หยุดสูบบุหรี่, ออกกำลังกาย, ควบคุมระดับไขมัน และระดับน้ำตาลในเลือด
  2. ปรับเปลี่ยนยาที่ใช้เป็นประจำ โดยปรึกษาแพทย์ที่ท่านรับยาด้วยเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาลดความดันโลหิตบางตัวมีผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศอย่างมาก ตลอดจนยาต้านซึมเศร้า ที่มีการจ่ายกันแพร่หลายมากขึ้น
  3. การใช้ยา ได้แก่
  • ยาช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ไปยังอวัยวะเพศ โดยการกิน เป็นยาที่ใช้เฉพาะกิจ โดยใช้ก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1 ชม.มีตัวยาที่จำหน่ายในท้องตลาดอยู่ 3 ชนิด คือ Sildenafil, Vardenafil และ Tadalafil มักได้การสนองการแข็งตัวที่ดี แต่ผู้ป่วยต้องมีอารมณ์ทางเพศร่วมด้วย ยาจึงจะตอบสนองได้ ข้อห้ามที่สำคัญ คือ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่กินยาขยายหลอดเลือดหัวใจกลุ่ม nitrates หรือ nitroglycerine เพื่อรักษาอาการโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เพราะอาจทำให้ความดันเลือดตกหรือเสียชีวิตได้
  • ยาช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ไปยังอวัยวะเพศ โดยการฉีดโดยตรง ยาที่นิยมใช้กัน และมีผลข้างเคียงน้อย คือ Alprostadil หรือ Prostaglandin E1 โดยให้เข็มเล็กๆ กับผู้ป่วย ใช้ฉีดเข้าด้านข้างของอวัยวะเพศโดยตรงด้วยตัวผู้ป่วยเอง ฉีดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  • ยาช่วยเสริมฮอร์โมนเพศชาย สำหรับผู้ป่วยที่อวัยวะเพศไม่แข็งตัวและมีอาการของการพร่องฮอร์โมนพศชายร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย กำลังร่างกายลดลง หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ ความต้องการทางเพศลดลง  ก็สามารถใช้การรักษาด้วยฮอร์โมนเพศชายได้ ซึ่งก็จะมีทั้งในรูปกินทุกวัน หรือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 3 เดือน ก็ได้ ซึ่งข้อห้ามที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามให้ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้ที่จะได้รับฮอร์โมนต้องเจาะเลือด PSA เพื่อตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากก่อน
  1. 4.      การใช้อุปกรณ์สุญญากาศ เป็นกระบอกสุญญากาศครอบที่อวัยวะเพศ แล้วปั๊มดูดอากาศออก โดยต้องใช้ควบกับแหวนยางรัดที่โคนอวัยวะเพศด้วย จะช่วยให้อวัยวะเพศแข็งได้ดีขึ้น  ข้อควรระวังคือ ห้ามใช้แหวนยางรัดนานเกิน 30 นาที เพราะอาจทำให้บาดเจ็บที่อวัยวะเพศได้ และผู้ที่กินยาป้องกันเลือดอุดตันหรือละลายลิ่มเลือดควรใช้อย่างระมัดระวัง
  2. การผ่าตัดใส่แกนอวัยวะเพศเทียม โดยการผ่าตัดฝังแกนแข็งเทียมเข้าไปยังแกนสองข้างของอวัยวะเพศ และ ฝัง pump ที่ไว้เก็บของเหลวไว้ที่อัณฑะ โดยผู้ป่วยสามารถปั๊มให้ของเหลวจากอัณฑะเข้าไปยังอวัยวะเพศเพื่อให้แข็งตัวได้ตามต้องการ และกดปุ่มให้ของเหลวไหลกลับเพื่อให้อ่อนตัวได้
  3. ทางเลือกอื่นๆ เช่น สมุนไพรและยาทางเลือกต่างๆ มีหลายตัวในท้องตลาด ซึ่งตัวที่มีแพร่หลายและมีการศึกษาว่ามีส่วนช่วยการแข็งตัว  แต่การศึกษาก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนมาก ได้แก่ Ginkgo biloba (เม็ดแปะก้วย), Korean red ginseng (โสมแดงเกาหลี),  L-Arginine, Zinc(สังกะสี), vitamin E, folic acid(กรดโฟลิก)  นอกจากนี้ การฝังเข็ม ยังมีรายงานว่าสามารถช่วยรักษาอวัยวะเพศไม่แข็งตัวได้

อย่างไรก็ตามการรักษาตนเองด้วยการลองผิดลองถูกจากการลองซื้อยาสมุนไพรมารับประทาน อาจได้รับผลแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากทุกวันนี้มียาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานมีการปนเปื้อน และมียาแผนปัจจุบันที่เป็นยาปลอมขายอยู่ในท้องตลาดจำนวนมาก หากมีปัญหาควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ดีกว่าครับ

“ปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและดูเหมือนเป็นปัญหาที่เล็กแต่อาจทำให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ในครอบครัวได้ ท่านที่เริ่มมีปัญหา หากได้เริ่มรักษาแต่เริ่มต้นด้วยแนวทางการรักษาที่ถูกหลักตามการแพทย์สากล ก็จะช่วยให้สุขภาพและสุขเพศสมบูรณ์ได้ เรียนเชิญท่านที่มีปัญหา มาปรึกษาศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านอวัยวะเพศชายได้ครับ”

References

  1. Drogo K Montague,  Jonathan P. Jarow, Guideline for the management of erectile dysfunction(2005): American Urological Association, Reviewed and validity confirmed 2011
  2. Tom F. Lue, Physiology of penile erection and Pathophysiology of Erectile Dysfunction, In Alan J. Wein, Louis R. Kavoussi, Campbell-Walsh Urology 10 thed, Philadephia :Saunders Elsevier,2011: 688-720
  3. Arthur  L. Burnett, Evaluation and Management of Erectile Dysfunction, In Alan J. Wein, Louis R. Kavoussi, Campbell-Walsh Urology 10 thed, Philadephia :Saunders Elsevier,2011: 721-747