สเตียรอยด์ ดีก็ได้ร้ายก็เจ็บ ต้องใช้ให้เป็น

Dr.Carebear Cares Highlight Published: Feb 2012

สเตียรอยด์ พูดกันไปพูดกันมาเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ความจริงคืออะไรกันแน่ วันนี้มารู้จักกับสเตียรอยด์กันดีกว่า ความจริงของสเตียรอยด์ ก็คือ ชื่อเรียกของกลุ่มฮอร์โมนที่ถูกสร้างจากต่อมหมวกไตของเรานั่นเอง สเตียรอยด์ นี้มี 2 ชนิด คือโคติซอล (Cortisol) และอัลโดสเตอโรน (Aldosterone)

โดยปกติร่างกายเราจะผลิตฮอร์โมนนี้เป็นประจำอยู่แล้ว ตอนที่เราตื่นนอนก็จะมากหน่อย พอนอนก็จะน้อยหน่อย และถ้าเรามีความเครียดขึ้นมา ไม่ว่าจะเครียดทางร่างกาย (กล้ามเนื้อ) หรือทางจิตใจร่างกาย เราก็จะหลั่งสารสเตียรอยด์ออกมามากขึ้นกว่าปกติเพื่อควบคุมความกดดันเหล่านั้น

ถ้าพูดถึงยา ‘สเตียรอยด์’ จะมี 2 ชนิดเหมือนกัน ชนิดแรกคือ corticosteroids คือกลุ่มยาโคติโซน (cortisone) ซึ่งมีผลเช่นเดียวกับฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมหมวกไต โดยยาสเตียรอยด์จะทำหน้าที่ยับยั้บกระบวนการของการอักเสบในร่างกาย ทำให้ลดอาการของข้ออักเสบหรือหอบหืดได้ นอกจากนี้ยังไม่กดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ลดอาการของโรคภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ ชนิดที่สองคือ anabolic หรือ anabolic androgenic เป็นกลุ่มยาฮอร์โมนสังเคราะห์ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาโดยเฉพาะพวกที่ต้องการเพาะกาย เพาะกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพื่อจะได้วิ่งเร็วขึ้นกระโดดสูงขึ้น ยกนํ้าหนักได้มากขึ้น ต่างๆนานา การวิจัยพบว่า การใช้กลุ่มยา anabolic โดยเฉพาะพวก androstenedione หรือ andro เป็นจำนวนมากทุกวัน จะมีผลให้ร่างกายสร้างฮอร์โมน testosterone เพิ่มขึ้น ซึ่งถึงแม้ฮอร์โมนนี้จะดีกับร่างกาย แต่ถ้ามีมากไป ก็จะทำให้มีปัญหาสุขภาพหลากหลายรูปแบบตามมาได้

ในปัจจุบันสเตียรอยด์ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคหลายโรค ไม่ว่าจะเป็น รูมาตอยด์ SLE หอบหืด ภูมิแพ้ รวมถึงโรคบางโรคที่มีอันตรายถึงชีวิต เช่น โรค Addison ที่เกิดจากต่อมหมวกไตสร้างสารนี้เองในร่างกายไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังช่วยในการปลูกถ่ายอวัยวะด้วย

การใช้สเตียรอยด์มีการใช้หลายทางได้แก่

  • การรับประทาน
  • การสูดหรือการพ่นเข้าจมูก
  • การทาภายนอกที่ผิวหนัง
  • การฉีดเข้าเส้นเลือด และการฉีดเฉพาะที่

ผลข้างเคียงสำหรับการรับประทานยาสเตียรอยด์

การรับประทานยากลุ่มนี้ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้มากกว่าทางอื่น เพราะยากระจายไปทั่วร่างกาย ผลข้างเคียงที่เกิดจะขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ได้รับด้วย เมื่อใช้ยาติดต่อกันเป็นสัปดาห์จะทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะต่อไปนี้

  • ความดันในลูกตาสูงขึ้น หรือความเสี่ยงในการเกิดต้อหิน
  • มีนํ้าขังในร่างกายมากขึ้น ทำให้เกิดภาวะบวมโดยเฉพาะที่ขา
  • ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย
  • นํ้าหนักขึ้น มีไขมันสะสมที่ท้อง หน้าและด้านหลังของลำคอมากขึ้น

ถ้ารับประทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิด

  • ต้อกระจก
  • ระดับนํ้าตาลในเลือดสูงขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน คนที่เป็นเบาหวานจะควบคุมได้ยากขึ้น
  • มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  • มีการสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายทำให้เสี่ยงเป็น กระดูกพรุน
  • ประจำเดือนมาไม่สมํ่าเสมอ
  • กดการทำงานของต่อมหมวกไต
  • ผิวหนังบาง มีรอยชํ้าได้ง่าย แผลหายช้า

ผลข้างเคียงสำหรับสเตียรอยด์ชนิดสูดพ่น

ยาบางส่วนจะสะสมอยู่ในช่องปาก และคอ โดยที่ไม่สามารถไปถึงปอดได้ทั้งหมดทำให้เกิดอาการ

  • ไอ
  • เสียงแหบ
  • คอแห้ง
  • เจ็บคอ

วิธีแก้ คือการกลั้วคอหรือบ้วนปากด้วยนํ้า หลังจากพ่นยาสเตียรอยด์จะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้

ผลข้างเคียงของ สเตียรอยด์ชนิดทาภายนอก

ตัวยาจะทำให้ผิวหนังบางลงกว่าปกติมีรอยแดง หรือเป็นสิวมากขึ้น

ผลข้างเคียงของสเตียรอยด์ชนิดฉีด

อาจทำให้เกิดอาการปวด เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เนื้อเยื่อมีการหดตัว และผิวซีดลง โดยทั่วไปแพทย์จะไม่ฉีดเข้าเฉพาะที่เกินกว่า 3-4 ครั้งต่อปี

วิธีการลดผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์

  • ทดลองใช้ยาในขนาดตํ่าๆ หรือใช้ยาเป็นช่วงๆ ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์
  • พยายามหันไปใช้ยาเฉพาะที่แทนการใช้ยารับประทาน เช่น เปลี่ยนไปใช้ยาพ่นแทน ในรายที่หอบหืด
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษาวิธีอื่นที่อาจจะช่วย โดยเฉพาะในโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับยาเป็นเวลานาน ในหลายราย การลดนํ้าหนัก และการออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้การควบคุมโรคต่างๆ ดีขึ้น การได้รับแคลเซียมหรือวิตามิน D เสริมจะช่วยป้องกันกระดูกพรุนได้
  • ภายหลังหยุดยาต้องสังเกตอาการต่างๆ ที่อาจจะเกิดจากการหยุดยาเร็วเกินไป เช่น อ่อนล้า ปวดเมื่อยตามตัว มึนงง เวียนศีรษะ หรือเจ็บป่วยได้ง่าย และหายช้ากว่าปกติ ต้องประเมินผลดีผลเสียจากการใช้ยา

ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่าสเตียรอยด์มีผลข้างเคียงมากมาย แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้ในหลายโรค ดังนั้น ทางที่ดีคือต้องทำการปรึกษากับแพทย์อย่างใกล้ชิดว่าจะปรับยาอย่างไรจึงจะได้ผลดีที่สุดในการควบคุมโรค โดยที่ไม่มากเกินไปจนเกิดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของยา อย่าซื้อยากลุ่มนี้ใช้เอง โดยไม่ปรึกษาหมอนะครับ เป็นห่วงจริงๆ ครับ สงสัยอะไรก็ facebook มาหาหมอหมี ได้นะครับ หาง่ายครับ Dr.carebear Samitivej