Technology Intelligent Ward

Technology Published: Jul 2013

เมื่อการพัฒนาเทคโนโลยีของโลกกำลังดำเนินเข้าสู่ยุคดิจิตอล ทุกสิ่งถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณดิจิตอลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ข่าวสาร การทำงาน แม้กระทั่งโรงพยาบาล เช่นเดียวกับเทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูงผ่านระบบเครือข่ายไร้สาย ที่ได้กลายเป็นช่องทางหลักสำหรับการรับ-ส่งข้อมูลต่างๆ ทางการแพทย์ โดยข้อมูลทั้งหมดถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งง่ายต่อการค้นหาและใช้งาน

วันนี้ ไอเกิล มีการบริการทางการแพทย์ในยุคดิจิตอลมาฝาก โดยโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท นำร่องด้วยการเปิด Intelligent Ward หรือ Digital Ward จำนวน 24 ห้อง โดยใช้ Wifi เป็นช่องทางหลักในการเชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับทั้งผู้รับบริการ แพทย์ พยาบาล และทีมงานทุกคน

ความสะดวกสบายต่อคนไข้ หรือผู้รับบริการ
เมื่อคนไข้หรือผู้รับบริการเข้ามาพักที่วอร์ดนี้ จะได้รับ iPod touch พร้อมคู่มือ และเจ้าหน้าที่อธิบายวิธีการใช้งานโดยละเอียดพร้อมรหัสล็อคอิน หลังจากนั้นคุณจะสามารถใช้ iPod Touch ควบคุมทุกอย่างได้โดยไม่ต้องลุกจากเตียง ตั้งแต่ระบบไฟ แบ่งออกเป็นโซน เช่น Entrance, Living Zone, Bed Zone สามารถกดปุ่มเลือกได้ว่าจะให้เปิดหรือปิดตรงจุดไหนบ้าง  ระบบผ้าม่าน ซึ่งคุณสามารถเลือกใช้ที่เมนูเฉพาะผ้าม่านอย่างเดียว หรือจะเลือกเป็นซีนโหมด ที่ตั้งระบบไฟผูกกับผ้าม่านก็ได้ โดยแบ่งเป็น Morning Cense และ Night Cense หากเราเลือกโหมด Morning Cense คือเวลากลางวัน ไฟก็จะเปิดพร้อมกับผ้าม่านเพื่อรับแสงอาทิตย์ หากเราเลือก Night Cense ม่านก็จะปิดพร้อมกับไฟปิดเพื่อให้คนไข้ได้พักผ่อน ยกเว้นไฟบริเวณโต๊ะที่จะเปิดไว้เพื่อให้คนไข้สามารถมองเห็นได้ แต่ไม่รบกวน ระบบแอร์สามารถปรับเพิ่ม-ลด อุณหภูมิ หรือความแรงพัดลมได้เหมือนกับการใช้รีโมทแอร์ปกติ หรือหากต้องการรับความช่วยเหลือจากพยาบาล สามารถกดเรียก Nurse Call ได้จากทุกหน้าเมนู โดยที่ไม่ต้องกลับไปหน้า Home

นอกจากนี้คนไข้ยังสามารถใช้คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ตได้ โดยใช้ Swing Arm สามารถโยก ปรับระดับได้ตามความต้องการ โดยไม่ต้องลุกจากเตียง

อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่สะดวกและปลอดภัยทั้งสำหรับคนไข้ แพทย์ และพยาบาล

เริ่มตั้งแต่หน้าห้อง มีจอมอนิเตอร์เพื่อแสดงข้อมูลคนไข้ ว่าทานอาหารประเภทไหนได้บ้าง อะไรที่ต้องยกเว้น แพ้ยาอะไรบ้าง อะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษ แต่จะไม่แสดงรายชื่อเพื่อสงวนสิทธิ์และความปลอดภัย คนที่จะเข้าห้องพักของคนไข้ได้ต้องมีคีย์การ์ด ซึ่งทางโรงพยาบาลจะให้กับญาติไว้จำนวน 2 ใบ และพยาบาลที่มีหน้าที่ดูแลเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าห้องของคนไข้ได้

เมื่อเข้ามาในห้องที่บริเวณหัวเตียง จะมีจอมอนิเตอร์ เพื่อแสดงข้อมูลคนไข้เหมือนกับหน้าห้อง แต่ที่หัวเตียงจะมีข้อมูลที่ละเอียดกว่าทั้ง ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด และมีไฟ Diagnose สำหรับคุณหมอที่มาตรวจเพื่อความสะดวกของแพทย์ในการวินิจฉัย

เตียงแบบ Paramount Bed ซึ่งสามารถตั้งระบบเตือน สำหรับคนไข้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เสี่ยงต่อการพลัด ตก หกล้ม โดยสามารถตั้งเตือนได้หลายระดับ เช่น หากลุกจากเตียงเกิน 30 นาที แล้วยังไม่กลับมา สัญญาณจะดังไปที่เคาเตอร์พยาบาล ซึ่งพยาบาลจะเข้ามาดูแลทันที ระดับที่สองสัญญาณจะดังเมื่อคนไข้ลุกจากเตียง ระดับ 3 สัญญาณจะดังเมื่อนั่งห้อยขา หรือระดับ 4 เพียงแค่พลิกตัวสัญญาณก็ดังแล้ว เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความเสียงของคนไข้แต่ละคน

Computer on view เมื่อเวลาแพทย์มาเยี่ยมตรวจคนไข้ สามารถอธิบายผล CT Scan ผลเอกซเรย์ ผล lab ต่างๆ และพูดคุยกับคนไข้ที่ข้างเตียงได้ทันที โดยไม่ต้องรอคนนำผลหรือเดินไปดูผลที่อีกห้องหนึ่งเหมือนแต่ก่อน เมื่อพูดคุยและวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว แพทย์สามารถสั่งยา หรือสิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติม จากจุดนี้ได้ทันที เพียงแค่คีย์ชื่อหรือรหัสประจำตัวของคนไข้เท่านั้น

โปรแกรมวัดความดัน โดยการใช้ Wristband ซึ่งทุกครั้งที่วัดจะมีการจัดเก็บข้อมูลเข้าระบบทันที ไม่ว่าแพทย์จะอยู่วอร์ดไหน เคาเตอร์ไหน ก็สามารถเลือกดูได้ว่าขณะนี้ เวลานี้ คนไข้มีความดันเท่าไหร่ มีไข้หรือเปล่า

ที่เคาเตอร์พยาบาลจะมีระบบ Room Automation โดยมี Floor Plan ของวอร์ดทั้งหมด โดยพยาบาลสามารถตรวจสอบได้ว่า ขณะนี้ในห้องนี้มีคนอยู่หรือเปล่า อุณหภูมิห้องเป็นเท่าไหร่ มีไฟเปิดอยู่กี่ดวงหรือคนไข้ปรับอุณหภูมิร้อนเกินไปหรือเปล่า ซึ่งโดยปกติระบบจะตั้งไว้ไม่เกิน 35 องศา หากห้องไหนเปิดอุณหภูมิเกินจะมีไฟกระพริบขึ้นที่น่าจอ ซึ่งพยาบาลจะขออนุญาตเข้าไปตรวจสอบ ว่าเป็นความต้องการของคนไข้เอง หรืออาจเผลอไปกด เพื่อความสบายและปลอดภัยของตัวคนไข้ และหากคนไข้ที่ไม่สะดวกจะปรับสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ทั้งการเปิดไฟ เปิดผ้าม่าน ปรับอุณหภูมิ ก็สามารถแจ้งมาที่พยาบาล โดยที่พยาบาลสามารถปรับให้จากหน้าเคาเตอร์ โดยไม่ต้องเข้าไปรบกวนคนไข้ในห้องอีกด้วย

นอกจากนี้ระบบ Room Automation ยังเชื่อมต่อเข้ากับ iPad ซึ่งไม่ว่าพยาบาลผู้ดูแลจะเดินไปไหน ก็สามารถสั่งการและตรวจเช็คได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอกลับมาที่เคาเตอร์พยาบาลก่อน

นี่คือการสื่อสารที่วงการแพทย์ได้นำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาต่อไป เรียกได้ว่าวงการแพทย์ของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างสมบูรณ์