อะไรๆ ก็แม่ๆๆ

Living Published: Aug 2011

Loving - MOM

“วันแม่” ก็เวียนมาบรรจบครบรอบกันอีกครั้งแล้วนะคะ ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะบอกว่า เรื่องแม่อีกแล้ว! ความจริงก็คือ เรื่องบางเรื่องก็พูดกันมากเสียจนจากที่เคยเป็นเรื่องสำคัญกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ น่าเบื่อ อย่าเบื่อเลยค่ะ เราลองมาหาคำตอบกันดีกว่า อะไรคือความผูกพัน สัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของแม่และลูก จนไม่ว่าจะเป็นคำอุทาน คำสบถ คำยกย่อง ต่างๆ นานานั้น ส่วนใหญ่ทำไมต้องมีคำว่า ‘แม่’ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

หลักฐานที่ ‘แม่’ ได้สร้าง ‘สายสัมพันธ์’ กับลูกทุกคนในโลกนี้มีมากมาย คิดให้ดีๆ แล้วก็จะรู้ว่าคนๆ เดียวเท่านั้นที่อยู่กับเรามาตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่ ‘ยังเป็นวุ้น’ จนเป็นตัวตนน้อยๆ ขึ้นมาน่ะ มีคนเดียวเลยจริงๆ (คุณพ่อก็อยู่ด้วยตลอด แต่ไม่ได้ตัวติดกันแบบคุณแม่กับคุณลูก)

ฮอร์โมนความรักและความผูกพัน
ในแง่ของวิทยศาสตร์แล้วในระหว่างที่คุณแม่เจ็บท้อง (labor) กำลังจะคลอดลูกออกมานั้น ต่อมพิทูอิทารี (Pituitary gland) ใต้สมองของคุณแม่จะหลั่งฮอร์โมนที่สำคัญๆ 2 ชนิดออกมา คือ โพรแลคติน (prolactin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดการสร้างนํ้านมขึ้นในต่อมนํ้านม ยิ่งคุณลูกดูดนํ้านมของคุณแม่ต่อเนื่องมากเท่าไหร่ สมองของคุณแม่ก็จะผลิตโพรแลคตินออกมาอีก คุณแม่ก็จะมีนํ้านมออกมาตลอด และ ออกซิโทซิน “love hormone” หรือบางทีก็เรียกว่า cuddle hormone (การกอด) หรือ bonding hormone (ฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความรักความผูกพัน) กันบ้างฮอร์โมนชนิดนี้มีผลทั้งทางร่างกายและจิตใจของทั้งผู้รับและผู้ให้ค่ะ

“นมแม่ในชั่วโมงแรกและ 6 เดือนแรกดีอย่างไร”
การที่ทารกได้ดื่มนมแม่ทันทีและต่อเนื่องถึง 6 เดือนนั้น นอกจากคุณลูกจะได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการในการเจริญเติบโตมีสุขภาพแข็งแรง โอกาสเป็นภูมิแพ้ ท้องเสียหรือไม่สบายน้อยลง สุขภาพจิตดี รู้จักอดทนและรอคอย ทั้งในคุณแม่และคุณลูกจะมีการสร้างออกซิโทซิน โดยเด็กแรกเกิดทุกคนมีสัญชาตญาณ เมื่อดื่มนมแม่ทันทีได้สัมผัสแม่เนื้อแนบเนื้อ ก่อนแยกไปอาบนํ้าแต่งตัว ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคย ผลพวงทางด้านสุขภาพและจิตใจของมันจะติดตัวอยู่กับคุณลูกๆ ไปนานแสนนานเลยทีเดียว อีกทั้งมีการศึกษาว่าทารกที่ดื่มนมแม่หลัง 3 วันไปแล้วมีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็น 6 เท่าของทารกที่ดื่มนมแม่ใน1 ชั่วโมงแรก

สำหรับคุณแม่เองนั้น การที่มีคุณลูกมาช่วยกระตุ้นออกซิโทซินให้ ก็จะรู้สึกผ่อนคลายและมีความรู้สึกรักใคร่ทะนุถนอมลูกน้อย และการที่คุณลูกดูดนมคุณแม่ทันทีหลังจากคลอดลูกจะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนออกซิโทซินในร่างกาย ทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วยิ่งขึ้น และลดอาการตกเลือด และยิ่งคุณลูกดูดนมคุณแม่มากเท่าไหร่คุณแม่ยิ่งมีฮอร์โมนนี้เพิ่มมากขึ้นทำให้ความรักความผูกพันระหว่างคุณแม่และลูกน้อยเพิ่มมากขึ้น

แค่นี้ยังไม่พอ การที่คุณแม่สัมผัสโอบกอดลูกน้อยทั้งตอนให้นมหรือกล่อมให้หลับ จะช่วยเพิ่มระดับออกซิโทซินของคุณแม่ขึ้นไปอีก ที่สำคัญสมองของคุณลูกก็จะสร้างฮอร์โมนนี้ให้ตัวเองจากการดื่มนํ้านมและการได้รับสัมผัสอันอ่อนโยนของคุณแม่ และยังรับถ่ายทอดฮอร์โมนของคุณแม่จากนํ้านมเข้าไปด้วย เป็นไงล่ะคะ พัวพัน อิรุงตุงนังกันไปหมดเลยใช่ไหมคะ แค่ออกซิโทซินตัวเดียวก็ไขปริศนา ความผูกพันอันแนบแน่นของคุณแม่และคุณลูกได้อย่างชัดเจนแล้ว แต่ถ้าแค่นี้ยังไม่เก๋ไก๋และซาบซึ้งล่ะก็

อ่านต่ออีกนิดนะคะ “ค่านํ้านม” นี่น่ะ ลืมกันไปหรือยังคะ ทางวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับนะคะว่านํ้านมคุณแม่ มีโปรตีนน้อยกว่านมวัว แต่วิทยาศาสตร์ก็ต้องยอมรับว่าคนน่ะร่างกายก็ต้องแข็งแรงเติบโต แต่สมองต้องแข็งแรงและเติบโตมากกว่าเพราะต้องพัฒนาให้มีการเรียนรู้ รับรู้เรื่องต่างๆ ให้ได้มากและการที่สมองของคุณลูกจะพัฒนาได้ดีก็มาจากสัมผัสที่รักใคร่ทะนุถนอมนั่นเอง ก็จากใครล่ะ แล้วถ้าตอนเล็กๆ นี่ถ้าตัวโตพรวดๆ 2-3 เดือนตัวหนักอึ้งเลย ใครๆ โดยเฉพาะคุณแม่จะอุ้มไหวไหม ไม่เหมือนลูกม้า ลูกวัวนะ ที่ร่างกายต้องแข็งแรงเต็มที่ คลอดออกมาปุ๊บก็ต้องเดินได้ปั๊บเลย

แต่ออกซิโทซินก็ไม่ใช่ส่วนประกอบอย่างเดียวในนมคุณแม่นะ อาหารครบหมู่พร้อมวิตามิน ฮอร์โมนและเอ็นไซม์สำคัญๆ ที่หาที่ไหนไม่ได้ก็มีอีกเพียบอย่าง โคลอสตรัม (Colostrum) หรือเรียกได้ว่าเป็นหัวนํ้านมชั้นยอดของคุณแม่ จะมีภูมิคุ้มกันและประโยชน์สูงมาก ในขณะที่สารอาหารอื่นๆ ในนํ้านมอาจจะดูไม่เข้มข้น หรือมีส่วนผสมของวิตามินต่างๆ น้อย แต่ขอบอกว่าเป็นนํ้านมที่ผลิตมาจากคนเพื่อให้คนกิน ดังนั้นจึงย่อยง่าย และร่างกายคุณลูกดูดซึมสารอาหารเหล่านี้ได้ดีกว่าดื่มนมหรือสารอาหารแบบอื่น พวกไขมันในนํ้านมคุณแม่มี Smart Fat คือไขมันที่เสริมสร้างพัฒนาการสมองของคุณลูกโดยเฉพาะ แล้วยังมี ไลโซไซม์ (Lysozyme) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ในนํ้านมแม่มีไลโซไซม์มากกว่านมวัวถึง 3,000 เท่าเชียว แถมยังไม่สามารถเติมลงในนมกระป๋อง (formula) ได้ เพราะเอนไซม์ต่างๆ จะถูกทำลายด้วยความร้อนในขั้นตอนที่นำนมผสมไปฆ่าเชื้อก่อนบรรจุกระป๋องค่ะ

ประโยชน์อื่นๆ ก็คงไม่ต้องพรรณนาแล้วนะคะ เดี๋ยวจะเบื่อกันไปซะก่อน แต่ที่เล่ามานี้อยากยํ้ากับท่านผู้อ่านค่ะว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของคุณแม่กับคุณลูก มีที่มา more than meets the eyes แบบนี้ล่ะค่ะ จึงไม่ต้องแปลกใจเลยนะคะว่า โรงพยาบาลชั้นนำทั้งหลายจะเน้นให้คลอดแบบธรรมชาติ โดยหาวิธีให้คุณแม่สบายที่สุด อย่างที่โรงพยาบาลสมิติเวชก็จะมีบริการการคลอดในนํ้ามาเสริมจากการคลอดแบบธรรมดาด้วย เพราะอย่างที่บอกล่ะค่ะ ช่วงคุณแม่ labor จนคลอดลูกออกมา จะมีทั้งฮอร์โมนและสารอาหารต่างๆ ที่เรียกได้ว่าสุดยอดออกมาเต็มที่เลย ซึ่งสารอาหารพวกนี้มีผลดีต่อร่างกายของลูกไปจนตลอดชีวิตเลยทีเดียว นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไมคุณลูกควรดื่มนมคุณแม่หลังคลอดทันที ซึ่งทางโรงพยาบาลสมิติเวช ให้ความสำคัญกับสองส่วนนี้เป็นอย่างมาก โดยมีโปรแกรมเพื่อการเป็นคุณแม่โดยเฉพาะ ตั้งแต่การเตรียมตัวเพื่อการคลอดไปจนถึงการดูแลตัวเองและลูกน้อยหลังคลอด ซึ่งแบ่งเป็น

  1. Antenatal Care ศูนย์สุขภาพสตรี : การดูแลระยะตั้งครรภ์ มีการอบรมครรภ์คุณภาพ ANC Class Childbirth Education เพื่อเตรียมตัวทั้งคุณแม่และคุณพ่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ ซึ่งมีผลในการบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างคลอด หรือช่วยให้คลอดง่ายขึ้นมีการตรวจประเมิน และแนะนำเรื่องโภชนาการคุณแม่สู่ลูกน้อยอย่างถูกวิธี
  2. แผนกคลอด : การเอาใจใส่ดูแล ระหว่างคลอดมีการส่งเสริมให้คลอดแบบธรรมชาติ หรือบริการการคลอดที่เหมาะสมกับคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นคลอดวิถีธรรมชาติคลอดในนํ้า หรือผ่าตัดคลอด บริการอุปกรณ์ช่วยคลอดต่างๆ ซึ่งช่วยทั้งในด้านอารมณ์และบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างคลอด เช่น Aroma Therapy Music Therapy มีการส่งเสริมให้นมแม่ทันทีหลังคลอด และมุ่งเน้นให้ทารกได้อยู่กับมารดาตลอดเวลาที่อยู่ห้องคลอด
  3. แผนกหลังคลอด และหออภิบาลทารก แรกเกิดและห้องพักคุณแม่ : การดูแลแม่ลูกแรกคลอด ส่งเสริมการให้นมแม่จากเต้าและ ปฎิเสธการให้นมขวด สนับสนุนให้แม่-ลูกอยู่ในห้องเดียวกันตลอด 24 ชม. เพื่อแม่-ลูกได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน กระตุ้นให้ลูกดูดนมแม่ ทุก 2-3 ชม. โดยยึดหลัก ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี
  4. สถาบันกุมารเวช : การดูแลแม่ลูกหลังคลอดสู่การเติบโตสมวัย ส่งเสริมและสนับสนุนการให้นมแม่อย่างต่อเนื่องจนถึงขวบปีแรกมีมุมให้บริการคำแนะนำการให้นมแม่ (Lactation Clinic) รวมถึงใช้เทคโนโลยี IP VDO หรือ Baby Homecare ช่วยให้แม่ และพยาบาลสามารถตอบปัญหานมแม่ได้จากบ้านมีการจัดกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำข้อแนะนำที่มีประโยชน์ไปประยุกต์ใช้ มีการตรวจติดตามพัฒนาการเด็กสมวัยตั้งแรกเกิดถึง 5 ปี โดยคุณแม่และแพทย์ผู้ดูแลสามารถบันทึกพัฒนาการหนูน้อยไว้ใน My First Book บันทึกสุขภาพและพัฒนาการหนูน้อยตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ขวบปี

เห็นๆ กันอยู่ว่าการมีลูกเป็นมหกรรมจริงๆ โดยเฉพาะคุณแม่และคุณลูกนั้น ความสัมพันธ์นี้สร้างกันแบบแนบแน่นจริงๆ ทำให้พอนึกอะไรไม่ออกก็ต้อง “แม่” ไว้ก่อนเสมอ จริงมั้ยคะ