มะเร็งตับ

Dr.Carebear Cares Published: Jul 2013

ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ที่สำคัญของร่างกาย ในการกำจัดสารที่เป็นพิษต่อร่างกายทั้งหลาย สร้างเอนไซม์และน้ำดีในการย่อยอาหาร และเปลี่ยนแปลงอาหารเป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้เหมือนเป็นโรงงานของร่างกาย

เซลล์มะเร็ง เริ่มต้นจากเซลล์ที่มีการแบ่งตัวผิดปกติอยู่ในอวัยวะ ทำให้มีการเติบโตของเนื้อเยื่อ

ผิดปกติ เป็นก้อน หรือเป็นเนื้องอกขึ้น ก้อนในตับก็เช่นเดียวกัน โดยที่ก้อนนั้นอาจะเป็นแบบที่ไม่ใช่เนื้อร้ายคือ Benign หรือเป็นเนื้อร้าย Cancer Cells ก็ได้

เนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง Benign tumors: ในขณะที่มะเร็งจะมีคุณสมบัติตรงกันข้ามจากนี้

o ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
o สามารถตัดออกได้และจะไม่กลับมาเป็นอีก
o จะไม่มีการลุกลามไปที่เนื้อเยื่อรอบ ๆ
o จะไม่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
มะเร็งของตับ จะเริ่มต้นจากเซลล์ตับที่เรียกว่า hepatocyte และจะเรียกมะเร็งชนิดนี้ว่า

hepatocellular carcinoma หรือ malignant hepatoma เซลล์มะเร็งตับจะกระจายจากตับ เข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง และจะทำให้เกิดการลุกลามและทำลายเนื้อเยื่อที่เซลล์มะเร็งลุกลามไป

ความเสี่ยงของมะเร็งตับ

การติดเชื้อไว้รัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี โดยมะเร็งตับอาจจะเริ่มเป็นหลายปีหลังจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เชื้อนี้สามารถติดต่อกันได้ทางดลือด หรือการมีเพศสัมพันธ์ ทารกอาจจะได้รับเชื้อนี้จากแม่ ส่วนใหญ่แล้วคนที่มีเชื้อไวรัสนี้จะไม่มีอาการ แต่การตรวจเลือดจะพบว่ามีเชื้อไวรัสอยู่ และในปัจจุบันเชื้อนี้สามารถรักษาได้ ส่วนผู้ที่ไม่ติดเชื้อก็สามารถฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับ อักเสบบีได้ ส่วนไวรัสตับอักเสบซีในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีน

การดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มเกินสองแก้วต่อวันเป็นเวลาหลายปี จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับได้ หากปริมาณที่ดื่มมากขึ้นความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นด้วย

Aflatoxin  สารอะฟราทอกซิน เป็นสารที่เกิดจากเชื้อรา ที่อยู่ในถั่ว ข้าวโพด หรือธัญพืชอื่น ๆ พบได้บ่อยในแถบเอเชียและแอฟริกา

ความผิดปกติของระดับการสะสมธาตุเหล็กในร่างกาย Iron storage disease

ตับแข็ง Cirrhosis เป็นภาวะที่มีการทำลายของเซลล์ตับ และถูกแทนที่ด้วยพังผืด สาเหตุของตับแข็งมาจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซี แอลกอฮอล์ และพยาธิ์ใบไม้ในตับ

ความอ้วนและเบาหวาน ก็เป็นความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับเช่นกัน ในคนที่มีความเสี่ยงหลายข้อก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสในการเป็นมะเร็งตับมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คนที่มีความเสี่ยงจำนวนมากก็ไม่ได้เป็นมะเร็งตับ

อาการ

ในระยะแรกจะไม่มีอการใด ๆ เมื่อก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ หากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ให้เร็วที่สุด

-          ปวดท้องใต้ชายโครงข้างขวา

-          มีก้อนหรือรู้สึกแน่น ๆ ในช่องท้องส่วนบน

-          ท้องอืดขึ้นมาก

-          เบื่ออาหาร รู้สึกไม่อยากอาหาร

-          น้ำหนักลด

-          อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

-          คลื่นไส้ อาเจียน

-          ตัวเหลืองตาเหลือง เป็นดีซ่าน

-          มีไข้

การวินิจฉัย

ถ้ามีอาการดังกล่าวข้างต้นแพทย์จะทำการตรวจเพื่อหาสาเหตุโดยการ

-          การตรวจร่างกาย โดยการตรวจเช็คขนาดของตับ ตรวจดูว่ามีการพบก้อนที่ใดหรือไม่ ตรวจดูว่ามีน้ำในช่องท้อง และตรวจดูว่ามีภาวะดีซ่านหรือไม่

-          การตรวจเลือด จะทำการตรวจระดับค่า alpha-fetoprotein (AFP) ซึ่งเป็นค่าบ่งชี้มะเร็งตับ และตรวจเลือดดูการทำงานของตับ และระดับน้ำดีในเลือด

-          การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ร่วมกับการฉีดสี เพื่อดูภาพของเนื้อตับ และต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง

-          การตรวจ MRI

-          การตรวจอัลตราซาวน์

-          การตรวจชื้นเนื้อ ในหลายรายไม่จำเป็นต้องทำการตรวจชิ้นเนื้อ แต่ในรายที่จำเป็นแพทย์จะเจาะตรวจชิ้นเนื้อเพื่อส่งให้แพทย์พยาธิวิทยาตรวจยืนยัน โดยวิธี

-          การเจาะผ่านผิวหนัง โดยใช้เครื่อง อัลตราซาวน์ หรือ CT นำทางในการเข้าไปถึงก้อน

-          การส่องกล้องผ่าตัด โดยศัลยแพทย์ จะเจาะรูขนาดเล็กสองสามรู และสอดกล้องเข้าไปเพื่อตัดเนื้อส่วนที่สงสัยจากตับ

-          การผ่าตัดใหญ่

การจัดระยะของมะเร็ง Staging

เมื่อวินิจฉัยแล้ว แพทย์จะทำการจัดระยะ ว่ามีการลุกลามไปแค่ไหน เพื่อวางแผนการรักษ่ต่อไป โดยการทำ CT scan หรือ PET scan และการทำ Bone scan เพื่อตรวจดูว่ามีการลุกลามที่ไป ปอด กระดูก หรือต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องหรือไม่


การรักษา

-          การผ่าตัด เพื่อเอาก้อนเนื้องอกออก หรือการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนตับ

-          การทำ Ablation คือการทำลายเซลล์ที่ผิดปกติ ด้วยคลื่นความร้อน หรือ การฉีด Ethanol เข้าไปทำลายเซลล์นั้น

-          การทำ Embolization คือการสอดท่อเข้าไปในเส้นเลือดแดงที่ตับ และการฉีดสารเพื่ออุดเส้นเลือดนั้น ไม่ให้เส้นเลือดส่งเลือดไปเลี้ยงเนื้อตับส่วนที่มีเซลล์ที่ผิดปกติ หรือจะใช้วิธีฉีด chemo เข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งผ่านทางเส้นเลือดนี้

-          การฉายแสง

-          การให้เคมีบำบัด

การเลือกวิธีการรักษา ขึ้นอยู่กับ

-          ขนาดและจำนวนของก้อน

-          สภาพของตับ ว่ายังทำงานได้ดีหรือไม่

-          ระยะของมะเร็ง ว่ามีการลุกลามกระจายไปที่อื่นหรือไม่

-          สภาพร่างกายของผู้ป่วย อายุ โรคประจำตัว

ผู้ป่วยจะสามารถรักษาหายขาดได้เฉพาะที่พบในระยะเริ่มต้นเท่านั้น หากมีการกระจายไปแล้ว มักจะเป็นการรักษาประคับประคองเพื่อควบคุมอาการ ทางที่ดีคือดูแลรักษาสุขภาพ ป้องกันไม่ให้มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ นะครับ