Glutathione สร้างเองก็ได้ ทำไมต้องฉีด

Sense of Beauty Published: Mar 2013

“กลูต้า” น่าจะจัดเป็นหนึ่งในคำศัพท์ใหม่ที่มาแรงที่สุดคำหนึ่งในหมวดหมู่ความสวยความงาม เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนต้องมีประสบการณ์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เกี่ยวกับการกินกลูต้า หรือ ฉีดกลูต้า และคุณผู้อ่านหลายคนก็อาจจะยังสงสัยว่าแท้จริงแล้ว กลูต้าคืออะไร? อันตรายไหม? มาไขข้อข้องใจเรื่องกลูต้าไธโอนกันค่ะ

จริงๆ แล้วตัวกลูต้าไธโอนเอง ไม่ใช่สารอันตราย ไม่ใช่สารแปลกใหม่ แต่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พวกเราทุกคนมีอยู่ในร่างกาย หากสารต้านอนุมูลอิสระเปรียบได้กับกองทัพนักรบที่คอยต่อสู้กับศัตรูสุขภาพอย่างอนุมูลอิสระ กลูต้าไธโอนก็น่าจะเปรียบได้กับเทพอคิลิส ซึ่งเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของกองทัพ (หากไม่รู้จักว่าอคิลิสเก่งอย่างไร แนะนำให้หาภาพยนตร์เรื่องทรอยมาดูกัน โบนัสคือคุณพี่แบรด พิทท์ในเรื่องนี้หล่อมาก รับประกัน) ระดับของกลูต้าไธโอนที่ต่ำลงในร่างกาย ส่งผลให้อนุมูลอิสระสะสมมากขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคที่สัมพันธ์กับอนุมูลอิสระ เช่น อัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดหัวใจ พาร์คินสัน มะเร็งต่างๆ รวมถึงโรคที่ไม่เป็นโรคแต่น่ากลัวที่สุดคือ เหี่ยวหมองก่อนวัยอันควร ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ฟังๆ ดูแล้ว การรับประทานกลูต้าไธโอนเสริม ก็น่าจะเป็นทางเลือกในการชะลอวัยที่ดี แต่…อุปสรรคสำคัญคือ กลูต้าไธโอนในแบบรับประทานนั้นมีปัญหาเรื่องการดูดซึมมาก เพราะร่างกายเรามีเอนไซม์ที่เข้ามาย่อยกลูต้าไธโอนที่รับประทานเข้าไปจนแทบไม่เหลือเศษเสี้ยวให้ขาวใส การซื้อหามารับประทานจึงอาจเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนการฉีดกลูต้าไธโอนนั้น ห้ามเลยเด็ดขาด เพราะ เสี่ยงต่อการติดเชื้อหากเทคนิคการฉีดไม่สะอาด เสี่ยงต่อการช็อคจากแพ้สารประกอบในยาฉีดนั้น (ไม่ได้แพ้กลูต้าไธโอน แต่แพ้ส่วนประกอบอื่นๆเช่น สารกันเสีย) และไม่ทราบผลข้างเคียงในระยะยาวจากการเพิ่มกลูต้าไธโอนในระดับที่มากเกินธรรมชาติ เพราะบางงานวิจัยก็พบว่า การเพิ่มระดับของสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายมากจนเกินขีดของความพอดีไป ก็อาจส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันและการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อได้เช่นกัน

เมื่อรับประทานก็ไม่ดูดซึม ฉีดก็อันตราย แล้วทำอย่างไรจึงจะเพิ่มกลูต้าไธโอนในร่างกายได้ ไม่ยากเลยค่ะ การปฏิบัติตัวเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเราสร้างกลูต้าไธโอนมากขึ้นนั้น มีทิปที่น่าสนใจดังนี้

พบว่าปฏิกิริยาการสร้างกลูต้าไธโอนในร่างกายเรานั้น ถูกควบคุมด้วยหลายปัจจัย หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญคือ ความเหลือเฟือของสารตั้งต้นที่นำไปใช้สร้าง เทียบง่ายๆเหมือนแม่ค้าขายกล้วยปิ้ง ช่วงไหนต้นกล้วยที่บ้านลูกดก ก็จะมีกล้วยมาปิ้งขายเยอะตามไปด้วย ดังนั้นการรับประทานสารตั้นต้นตัวสำคัญที่นำไปใช้สร้างกลูต้าไธโอนคือ กรดอะมิโนซิสเตอีน จึงเป็นหนึ่งในกลไกที่มีการศึกษากันมากว่าช่วยเพิ่มการสร้างกลูต้าไธโอนในร่างกายได้ โดยเฉพาะในฟอร์มของ เอ็นอะซิทิลซิสเตอีน (NAC; N-acetyl-cysteine) แต่สมมติฐานนี้ ยังอยู่ในระหว่างงานวิจัย ไม่มีบทสรุปแน่ชัดว่าต้องใช้ในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม ปัจจุบัน NAC ยังจัดเป็นยาที่ต้องใช้ตามข้อบ่งชี้ การนำมาใช้รับประทานเป็นอาหารเสริมโดยไม่ปรึกษาแพทย์จึงไม่แนะนำ

สารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวที่มีการศึกษากันมากว่า ช่วยเพิ่มระดับของกลูต้าไธโอนในร่างกายของเราได้คือ แอลฟ่าไลโปอิคเอซิด หรือ ALA (Alpha-lipoic acid) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์ แต่ปริมาณในอาหารมักมีไม่มากพอ จึงนิยมรับประทานในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากกว่า พบว่า ALA มีคุณสมบัติในการเพิ่มกรดอะมิโนซิสเตอีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของกลูต้าไธโอนให้สูงขึ้นได้(โดยเปลี่ยนกรดอะมิโนซิสตีนเป็นซิสเตอีน) จึงเป็นการช่วยเพิ่มระดับกลูต้าไธโอนได้ในทางอ้อม สำหรับปริมาณที่แท้จริงซึ่งจะส่งผลเพิ่มระดับกลูต้าไธโอนได้นั้น ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด แต่ปริมาณที่รับประทานโดยทั่วไปคือ 50-100 มก.ต่อวัน

อาหารก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างกลูต้าไธโอนเช่นกัน พบว่าการรับประทานอาหารประเภทโปรตีนน้อยเกินไป หรือการรับประทานอาหารหวานมากและบ่อยเกินไปจนระดับอินซูลินในเลือดสูงเรื้อรัง จะส่งผลให้ความสามารถในการสร้างกลูต้าไธโอนของร่างกายเราลดลงได้ ถ้าอยากให้ร่างกายสร้างกลูต้าไธโอนได้ดี ควรเน้นรับประทานอาหารที่มีกรดอะมิโนที่เป็นสารตั้งต้นของกลูต้าไธโอนเช่น นม โยเกิร์ต ชีส ไก่ จมูกข้าวสาลี ถั่ว ปลา และผักที่มีซัลเฟอร์เช่น บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก วอเตอร์เครส คะน้า หัวหอม กระเทียม เป็นประจำ

นอกจากอาหารแล้ว พบว่าออกกำลังแบบหนักหน่วงเป็นเวลา30นาที เช่น วิ่งเร็ว (เร็วพอที่จะทำให้คุณหอบเบาๆ) หรือกีฬาที่ใช้ความเร็วสูงอย่าง แบดมินตัน สควอช มีส่วนกระตุ้นการสร้างกลูต้าไธโอนในร่างกายได้เช่นกัน แต่ไม่ควรออกเกินกว่า 60 นาทีต่อเนื่อง เพราะการออกกำลังกายที่หนักเกินไป ก็ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย ส่งผลให้กลูต้าไธโอนถูกใช้ไป แทนที่จะได้กำไรอาจกลายเป็นขาดทุนกลูต้าไธโอนไปแทน

สรุปแล้ว “กลูต้า” ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม แต่เป็นสารที่ร่างกายเราผลิตเองได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อหาหรือฉีดให้เสี่ยงอันตราย เพียงแค่รู้วิธีการรับประทานอาหารและออกกำลังกายในแบบที่ส่งเสริมการสร้างกลูต้าไธโอนเท่านั้น เห็นไหมคะว่า การดูแลสุขภาพตามแนวทางแอนไทเอจจิ้งที่ถูกต้องนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องใกล้ตัวที่นำมาปฏิบัติเองได้ไม่ต้องเสียสตางค์เลย

อ้างอิง

  1. De Rosa SC. N-acetylcysteine replenishes glutathione in HIV infection. Eur J Clin Invest. 2000 ;30(10):915-29
  2.  Nuttall S, Martin U, Sinclair A, Kendall M. Glutathione: in sickness and in health. Lancet. 1998;351(9103):645-646
  3. Wu G. Glutathione metabolism and its implications for health. J Nutr. 2004;134(3):489-92.
  4. C Kerksick, D Willoughby. The Antioxiant role of Glutathione and NAC supplements and exercise-induced oxidative stress. J Int Soc Sports Nutr. 2005; 2(2): 38–44.
  5. S Khanna. Alpha-Lipoic Acid Supplementation: Tissue Glutathione Homeostasis at rest and after exercise. J Appl Physiol. 1999; 86:1191-1196,

 Glutathione: Make Your Own

“Gluta” is the new buzz in the beauty business.  I’m sure everyone has had direct or indirect experiences about eating Gluta or injecting Gluta.  And I’m sure everyone is asking “what in the world is Gluta? Is it safe?”  Let’s find out.

Gluta or Glutathione is not hazardous and it is not new.  It is a naturally occurring antioxidant in our body.  If antioxidants are soldiers fighting enemies like free radicals, then Glutathione is Achilles, the great commander of the army.  (And if you are still wondering how great Achilles is, I highly recommend renting the movie Troy.  You get Brad Pitt as a bonus!)  When the level of Glutathione decreases, free radicals will collect within the body, thereby increasing the risks of related diseases such as Alzheimer’s disease, Parkinson’s disease, coronary artery diseases, and various cancers, and worst of all, premature aging!

Having said that, taking supplementary Glutathione sounds like a good anti-aging tactic, but…the problem is oral intake of Glutathione cannot be absorbed because we have enzymes that will digest it all completely.  So oral consumption is just a waste of money.  As for injections, that is definitely a no-go because of the risk of unsanitary injection techniques and allergies from the other components, such as preservatives.  Furthermore, the effects of high amounts of Glutathione in the body are unknown.  Some research has shown that abnormally high amount of antioxidants can have adverse effects on the immune system and tissue repair.

If eating is useless and injection is dangerous, how can we increase Glutathione in our body?  It’s not hard at all!  Here are some tips to increase Glutathione production in your body.

It is discovered that Glutathione production is controlled by many factors, one of them is the excess of precursor molecules.  Just imagine the street vendor who sells grilled bananas.  When her banana trees have lots of fruit, she will have more to sell.  So if you eat a lot of food with amino acid cysteine, especially in the form of N-acetyl-cysteine or NAC, your body will increase Glutathione production.  However, this hypothesis is still being studied. There is no clear guideline as to how much is necessary.  NAC is considered a type of medication that should not be taken without a doctor’s recommendation.

Another antioxidant that has been shown to increase the level of Glutathione in our body is alpha-lipoic acid (ALA).  Because it is commonly found in meat in low level, food supplement is preferable.  ALA has been shown to increase cysteine formation in the body, thereby contributing indirectly to Glutathione production.  Although it is not clear how much is needed to boost Glutathione production, the recommended dose of ALA is 50 – 100 mg per day.

Food is also important in Glutathione production.  It is found that eating too little protein or eating too much sweets will increase blood insulin level chronically.  This will cause a decrease in Glutathione production.  To keep a good balance, consumption of food with precursor molecules, such as milk, yogurt, cheese, chicken, rice germ, wheat, fish and vegetables that contain sulphur such as broccoli, cabbages, cauliflower, watercress, kale, onions and garlic, is recommended.

Thirty minutes of cardio exercises such as running, badminton, or squash, can also induces Glutathione production.  However, the session should not exceed 60 minutes because stress can bring about free radicals and Glutathione will be used.  You’ll be spending Glutathione instead of gaining.

So now we know that “Gluta” is not a foreign substance, but it is produced by our own body.  There is no need to buy it or inject it.  We just need to eat wisely and exercise regularly.  Some anti-aging treatment does not cost money after all.

References

  1. De Rosa SC. N-acetylcysteine replenishes glutathione in HIV infection. Eur J Clin Invest. 2000 ;30(10):915-29
  2.  Nuttall S, Martin U, Sinclair A, Kendall M. Glutathione: in sickness and in health. Lancet. 1998;351(9103):645-646
  3. Wu G. Glutathione metabolism and its implications for health. J Nutr. 2004;134(3):489-92.
  4. C Kerksick, D Willoughby. The Antioxiant role of Glutathione and NAC supplements and exercise-induced oxidative stress. J Int Soc Sports Nutr. 2005; 2(2): 38–44.
  5. S Khanna. Alpha-Lipoic Acid Supplementation: Tissue Glutathione Homeostasis at rest and after exercise. J Appl Physiol. 1999; 86:1191-1196,