ปัญหาผิวหนังกวนใจ ในคนไข้เบาหวาน Diabetes is Skin-Deep

Sense of Beauty Published: Nov 2013

ร่างกายมนุษย์เราประกอบไปด้วยเซลล์กว่า 100 ล้านล้านเซลล์ แต่ละเซลล์มีรูปร่างและการทำงานต่างกันไปกว่า 230 ประเภท เซลล์เหล่านี้ล้วนเชื่อมโยง สื่อสาร ติดต่อกันตลอดเวลา โรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์หนึ่ง ย่อมส่งต่อความผิดปกติไปยังเซลล์อื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เบาหวานก็เช่นกัน ในผู้ป่วยโรคเบาหวานมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลายเซลล์ของร่างกาย ไม่เพียงแต่เฉพาะในเซลล์ตับอ่อน แต่ยังรวมถึงเซลล์ส่วนนอกที่ใกล้ตัวอย่างเซลล์ผิวหนังด้วย ปัญหาผิวหนังกวนใจในผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจแบ่งได้เป็นหมวดหมู่ใหญ่ๆดังนี้

กลุ่มแรก คือ ปัญหาแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ ทั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคอย่างฝี รูขุมขนอักเสบ แผลติดเชื้อเป็นหนอง และเชื้อราโดยเฉพาะเชื้อแคนดิด้า (Candida albicans) ซึ่งมักเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น ส่งผลให้เกิดผื่นแดง ลอก แสบคัน บริเวณซอกหลืบต่างๆเช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ เป็นต้น การป้องกันปัญหาติดเชื้อต่างๆนี้ สามารถทำได้โดยให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาด โดยเฉพาะการทำความสะอาดบริเวณซอกหลืบในร่างกายที่อับชื้นง่าย และเช็ดให้แห้งสนิททุกครั้ง ในคนไข้โรคเบาหวาน หากมีผื่นแดง แผล หรือความผิดปกติของผิวหนัง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะเมื่อเกิดการติดเชื้อขึ้นแล้ว จะลุกลามได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

กลุ่มที่สอง คือ ปัญหาผิวหนังที่เกิดจากการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงบริเวณผิวหนังไม่ดี มักเกิดบริเวณขาช่วงล่าง ข้อเท้า ส่งผลให้ผิวแห้งคันมากกว่าปกติ บางครั้งอาจเกิดเป็นแผลบริเวณข้อเท้า การดูแลเบื้องต้นสามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าหรือถุงเท้าที่คับแน่นเกินไป ทาโลชั่นให้ความชุ่มชื้นบริเวณที่คัน อาจเลือกโลชั่นที่มีส่วนประกอบของยูเรีย (Urea) เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและคันลดลง หากมีผื่นหรือแผล หรือมีอาการปวดขาเมื่อต้องเดินต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

กลุ่มที่สาม เป็นการเปลี่ยนแปลงที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน มีส่วนมาจากภาวะดื้ออินซูลินของตัวโรคเอง พบได้หลายลักษณะ แต่ที่พบได้บ่อยคือคราบสีดำน้ำตาลบริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ มีชื่อทางการแพทย์ยาวๆว่า Acanthosis nigricans การลดน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี จะช่วยให้รอยดำนี้แลดูจางลงได้

นอกจากปัญหาผิวหนังกวนใจทั้งสามกลุ่มแล้ว ยังมีกลุ่มโรคผิวหนังอื่นๆอีกมากที่พบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน แต่หลักการพื้นฐานคือ รีบไปพบแพทย์เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น และดูแลพื้นฐานเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆดังนี้

  • หมั่นดูแลทำความสะอาดร่างกาย โดยใช้สบู่อ่อนๆทำความสะอาด แต่ไม่จำเป็นต้องสครับด้วยแปรงหรือหินขัดผิว
  • อย่าให้บริเวณข้อพับ รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ อับชื้น พยายามเช็ดให้แห้ง อาจโรยแป้งบางๆเพื่อดูดซับความชื้น
  • อย่าอาบน้ำร้อนจัด และอย่าอาบนานเกินไป หมั่นทาโลชั่นหลังอาบน้ำทันทีเพื่อให้ผิวชุ่มชื้น จะช่วยลดอาการแห้งคันของผิว
  • ถ้ามีบาดแผลตื้นๆ อาจทำแผลด้วยตนเองโดยใช้น้ำเกลือและปิดแผลให้สะอาด ถ้าบาดแผลลึก ควรรีบไปพบแพทย์
  • ถ้ามีผื่นคัน พยายามอย่าเกา การเกาจะยิ่งทำให้อาการเป็นมากและรักษายากขึ้น
  • เลี่ยงการเดินเท้าเปล่า พยายามเลือกรองเท้าที่ปิดปลายนิ้ว พื้นนุ่ม พอดีเท้า
  • หมั่นสำรวจแผล ผื่น หรือสิ่งแปลกปลอมบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะที่เท้า

โรคเบาหวานรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่สามารถดูแลให้ดี เพื่อที่จะอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุขได้ ปัญหาผิวหนังที่เกิดจากโรคเบาหวานก็เช่นกัน หากรู้จักที่จะดูแลอย่างถูกวิธี ก็จะไม่มีโรคผิวหนังมากวนแทรกซ้อนให้หงุดหงิดใจได้เลยค่ะ

Diabetes is Skin-Deep

Our body is made up of more than 100 trillion cells with more than 230 different functions.  Each cell is interconnected and is always communicating with one another.  Any disease that is caused by a malfunction in one cell will cause problems in other cells as well.  Such is the case in diabetes.  Patients who suffer from diabetes have many changes in many types of cells in the body not only just the pancreas.  These changes also affect the skin cells and we can break down skin problems into three major groups:

The first group is infection from bacteria or fungi.  It can be anything from pore inflammation to Candida albicans infection, which thrives on damp skin.  It can cause rashes in places such as the armpit, under the breast and legs.  Infection can be prevented by cleansing these area and completely dry them after a bath.  Because a diabetic patient is more prone to prolonged infection, he/she should consult a doctor immediately if he/she notices any rash or skin ablation to prevent possible complication.

The second group of skin problem is due to the fact that blood flow to the skin is deficient.  There is usually dryness and itchiness around the lower legs and ankles.  Preventive care can be done by avoiding wearing tight shoes or socks.  Apply a lotion that contains urea to the affected area to keep the skin hydrated and decrease itchiness.  If a rash develops or if the patient feels continuous aches in his/her legs, please consult a doctor immediately.

The third group of skin problem that is found in diabetic patients has to do with insulin resistance.  The most common skin condition is known as Acanthosis nigricans, or the darkening around the neck, armpit and skin folds.  Controlling blood sugar level and weight can help decrease this appearance.

There are still other skin conditions that do not fall under these three categories.  Just remember that if you notice any abnormality, the rule of thumb is to consult a physician right away to prevent further complications.  Primary preventive actions can be done as follows:

  • Keep your body clean and use mild soap.  There is no need to scrub the skin with a scrubber.
  • Keep skin folds under the arm and legs dry by using some baby powder.
  • Do not take a long bath or hot bath.  Apply lotion regularly after the bath to reduce irritation and keep the skin moist.
  • If there is a minor cut or skin ablation, use saline to clean the wound.  If the cut is deep, please seek medical care.
  • If a rash breaks out, try not to scratch it because it will become worse.
  • Avoid walking on bare feet.  Choose closed toe shoes that are soft and fit well.
  • Survey your body for any rash or wound, especially around the feet.

Living with diabetes is not so bad if you know how to take care of your condition.  These basic measures can help prevent any annoying skin conditions quite effectively and keep you worry-free.