ลูกชอบอั้น…แม่ชอบสวน – How to beat your child’sconstipation

Feature Story Highlight Published: Jan 2015

ปัญหาการขับถ่ายของลูกถือเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาหนักที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนกังวลว่า ลูกท้องผูกรึเปล่า? ถ่ายแบบไหนถึงจะเรียกว่าปกติ? แล้วจะฝึกให้ลูกนั่งกระโถนได้ไหม? วันนี้ไอเกิล ได้รับเกียรติจากรศ.พญ.บุษบา วิวัฒน์เวคินกุมารแพทย์ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชอินเตอร์เนชั่นแนลมาช่วยแก้ปัญหาให้กับคุณพ่อคุณแม่

อุจจาระที่ปกติเป็นอย่างไร ยังเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเข้าใจไม่ตรงกัน เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยไปฉีดวัคซีน ลองขอคุณหมอดูชาร์ทลักษณะของอุจจาระที่เป็นปกติของเด็กๆ ดูนะคะเพราะเด็กแต่ละช่วงวัยลักษณะอุจจาระที่เป็นปกติก็แตกต่างกันออกไป ถ้าลองดูแบบง่ายๆ ให้คุณพ่อคุณแม่พอเข้าใจกันในเบื้องต้นก็คือ ถ้าเป็นเด็กทารกก่อน6 เดือน แล้วทานนมแม่ ถ้าอุจจาระมีลักษณะเหลว หรือถ่ายเป็นเม็ดๆ เหมือนนมบูด แบบนี้ถือว่าปกติ เมื่อเด็กอายุ 6เดือนขึ้นไปเริ่มมีการทานอาหารเสริมอุจจาระก็จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแต่ก็ยังควรจะต้องนิ่ม แต่ไม่ถึงกับเป็นก้อน เป็นแท่งแต่ถ้าเด็กก่อนอายุ 2 ขวบแล้วถ่ายออกมาเป็นแท่งเหนียวๆ เป็นรูปของลำไส้ หรือมีลักษณะเหมือนการบีบยาสีฟันออกมา แบบนี้ถือว่าไม่ปกติแปลว่าเด็กต้องมีการอั้นอุจจาระเอาไว้จึงทำให้อุจจาระตกค้างไปอยู่ที่ลำไส้ส่วนปลาย เมื่อถ่ายออกมาจึงมีลักษณะแบบนี้ ซึ่งนั่นอาจหมายถึงสัญญาณของอาการท้องผูก

ลักษณะอุจจาระแบบไหนถึงจะเรียกว่าท้องผูก เพราะแม่บางคนก็บอกว่าลูกของตัวเอง 2-3 วันถ่ายครั้งหนึ่ง แต่อุจจาระก็ดูนิ่มดี ลูกก็ไม่มีปัญหาในการเบ่งถ่ายหรือบางคนก็บอกว่าลูกถ่ายทุกวัน บางวันอาจจะถ่าย 2 ครั้งด้วยซํ้าไป แบบนี้จะเรียกว่าท้องผูกได้อย่างไรในความเป็นจริงนิยามของคำว่าท้องผูกแบ่งออกเป็น 2อย่าง คือนิยามตามจำนวนและนิยามตามลักษณะ

หากลูกได้ถ่ายวันเว้นวัน หรือรวมกันแล้ว 3 ครั้งต่อสัปดาห์ถือว่าเป็นปกติแต่ถ้าถ่ายได้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ถือว่าเข้าข่ายท้องผูกและในบางครั้งเด็กที่ 2-3 วันถ่ายครั้ง เวลาถ่ายก็ไม่ต้องเบ่งนาน แถมปริมาณที่ออกมาก็เยอะเสียด้วย ซึ่งคุณแม่อย่าเพิ่งดีใจว่าลูกท้องไม่ผูกเพราะความจริงคือมีอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ เมื่อเด็กทนไม่ไหวแล้วจึงถ่ายออกมา ซึ่งอุจจาระที่ออกมาส่วนแรกมักจะแข็ง แล้วจึงค่อยนิ่ม แบบนี้ก็อาจทำให้เด็กก้นฉีกและเจ็บได้ พอเป็นแบบนี้เด็กก็จะอั้นไว้อีก 2-3 วัน เก็บไว้จนเต็มลำไส้ พอไม่ไหวแล้วก็ค่อยถ่ายอีกที แบบนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องคอยสังเกตให้ดีด้วยนะคะ ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาสะสมวนเวียนอยู่แบบนั้น หากปล่อยทิ้งไว้นานๆการแก้ปัญหาก็ยิ่งยากและต้องใช้เวลาในการรักษานานมากขึ้น

หากลูกถ่ายได้ทุกวันแต่อุจจาระนั้นแข็งและปริมาณน้อย แบบนี้เรียกว่าท้องผูกแน่นอนค่ะ โดยปกติลำไส้ของคนเราจะยาวมากมีความสามารถในการสะสมอุจจาระไว้ได้มากเลยทีเดียวดังนั้นเวลาที่เด็กอุจจาระออกมาน้อยแล้วแข็ง นั่นเป็นเพราะอุจจาระที่ออกมามันคือส่วนปลายเท่านั้น แต่ยังมีค้างสะสมอยู่ในลำไส้อีก
มากส่วนปลายที่จะออกมาจะเป็นก้อนกลมเล็กๆ สูงขึ้นไปอัดรวมตัวกันเป็นก้อนอ้วนๆ ทำให้ลำไส้ใหญ่ยืดพอง และถ่ายออกมาไม่เกลี้ยง เมื่อออกมาไม่หมดเด็กก็จะมีอาการท้องอืด ไม่สบายตัว พอท้องอืดมากๆ เด็กก็ไม่อยากทานข้าว หรือทานได้น้อย ทำให้นํ้าหนักไม่เพิ่มขึ้นปัญหาเด็กไม่โตตามวัยตามมาอีก

ท้องผูกในเด็ก ไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงก็จริงแต่เป็นอาการที่จะนำสู่ปัญหาทางพฤติกรรมอื่นๆ เช่นต่อต้าน ร้องกวนง่าย ขลาดกลัวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวางใจ เพราะหากปล่อยให้ลูกมีอาการท้องผูกไปนานๆ โดยไม่ทำการรักษา อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกทั้งทางร่างกายและจิตใจ การรักษาอาการท้องผูกต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์หลายด้าน ต้องปรับทั้งอารมณ์และจิตใจของเด็กซึ่งเป็นเรื่องยาก ซึ่งส่วนใหญ่คุณแม่มักจะลงเอยด้วยการใช้ยาสวน หรือยาระบายเพื่อตัดปัญหาลูกท้องผูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะทั้งยาสวนและยาระบายมีผลข้างเคียงต่อลูกน้อยทั้งนั้น ทางที่ดีควรพาลูกไปพบคุณหมอดีกว่าค่ะ

การสวน อาจารย์บอกว่า จะทำก็ต่อเมื่อมีอุจจาระอุดตันในลำไส้ เด็กมีอาการแน่นท้องจนอาเจียน เพราะอุจจาระมันดันขึ้นมา ซึ่งต้องใช้ยาในปริมาณที่ถูกต้องหัวยาสวนต้องไม่แข็ง เพื่อไม่เป็นการทำร้ายก้นเด็ก หากคุณพ่อคุณแม่ไปซื้อยามาสวนเองก็อาจจะใช้ยาในปริมาณที่ไม่ถูกต้อง และเด็กส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยเต็มใจที่จะถูกสวนอยู่แล้ว จึงต้องมีการช่วยกันจับช่วยกันยึดไว้ ก็จะยิ่งทำให้เด็กกลัวการขับถ่าย ส่งผลทางด้านจิตใจเด็กจะรู้สึกว่าถูกคนที่รักเราทำร้าย ทำไมคุณแม่ถึงกลายร่างเป็นนางมารร้ายไปได้จนบางครั้งเด็กอาจกลัวการถูกจับถูกยึด มากกว่าการอุจจาระเสียอีก

ยาระบาย ในการใช้ยาแต่ละตัวมีเงื่อนไข และข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไปต่อให้ปลอดภัยอย่างไรก็ต้องมีผลข้างเคียง โรคท้องผูกไม่ใช่รักษากันง่ายๆยิ่งปล่อยให้เด็กท้องผูกนานเท่าไหร่ก็ต้องใช้เวลาในการรักษานานเท่านั้น อาจจะ 3เดือน หรือ 6 เดือน บางครั้งในเด็กบางคนต้องรักษากันนานเป็นปีก็ยังมี จึงต้องมีการปรับยา ลดยา เปลี่ยนยา คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรซื้อยามาให้ลูกรับประทานเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กที่มีอายุตํ่ากว่า 6 ขวบ เพราะ ร้านขายยาไม่มีประวัติของน้อง ไม่รู้ว่าน้องได้รับยามานานแค่ไหน ดื้อยาหรือเปล่า น้องมีโรคอื่นที่ต้องทานยาซึ่งอาจมีผลกับยาที่ทานอยู่เป็นประจำหรือไม่ซึ่งอาจจะทำให้มีการใช้ยาทีjซับซ้อน หรือเสริมฤทธิ์กัน จนกระทั่งเกิดพิษและเป็นอันตรายได้

ผลข้างเคียงของยา เช่น ในกลุ่มยาที่มีส่วนผสมของนํ้ามัน ถ้าเป็นเด็กที่กินยายาก หากเกิดการสำลักลงปอด ทำให้นํ้ามันเข้าไปในปอด จนเกิดอาการปอดอักเสบซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ แทนที่จะรักษาแค่อาการท้องผูกซึ่งยากอยู่แล้วกลับต้องมารักษาเรื่องปอดอักเสบเสียอีกด้วย ดั้งนั้นจึงห้ามใช้ยานี้ในเด็กที่
อายุตํ่ากว่า 3 ขวบ หรือยาในกลุ่มมิลค์ออฟแมกนีเซีย หากใช้มากเกินไป ไตขับถ่ายไม่ทัน ก็เกิดการสะสมแมกนีเซียมในร่างกายหรือยาแลคตูโลสที่หวานทำให้เด็กกินอร่อย กินง่าย แต่ถ้าหากกินต่อเนื่องนาน 2-3 อาทิตย์ ก็จะทำให้เกิดลมท้องอืด เพราะยากลุ่มนี้ถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียในลำไส้ให้กลายเป็นสารที่ดึง
นํ้าเข้ามาละลายอุจจาระ และเกิดเป็นแก๊สไฮโดรเจนจำนวนมากและขับถ่ายอุจจาระเหลวออกมา

การใช้ยาสวน หรือยาระบายเป็นการแก้ไขปัญหาและการรักษากันที่ปลายเหตุอยากให้คุณพ่อคุณแม่หมั่นสังเกตและฝึกพฤติกรรมการขับถ่ายที่ถูกวิธีเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขอนามัยที่ดีโดย

1. คลำท้องบริเวณด้านซ้ายเหนือกระดูกเชิงกราน ว่ามีอุจจาระค้างในลำไส้หรือไม่หากคลำได้เป็นก้อนลักษณะกลมหรือแท่ง เคลื่อนได้ตามมือเรา ถ้าพบลักษณะแบบนี้แปลว่าเด็กเกิดการอั้นสะสมมานาน จนทำให้อุจจาระมาค้างอยู่ตรงลำไส้ส่วนบนได้ จะต้องช่วยทำให้เด็กขับถ่ายให้เกลี้ยง
2. สังเกตดูก้นของลูกว่ามีแผลหรือติ่งอะไรไหมเด็กเจ็บก้นหรือเปล่า ถ้ามีแผลต้องใช้ยาทาก้นยาฆ่าเชื้อ สำหรับเด็กหรือใช้วาสลีนทาก้น เพื่อช่วยให้เด็กขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
3. ฝึกให้ลูกเข้าห้องนํ้า นั่งในท่าที่ถูกต้อง คือ เท้าเหยียบเต็มพื้น ก้นแตะบนชักโครกที่มีขนาดพอดีกับขนาดก้นของเด็ก ระดับเข่าสูงกว่าสะโพก ให้นั่งเอนมาข้างหน้าเล็กน้อย การนั่งลักษณะแบบนี้จะเป็นท่าที่ทำให้ลำไส้ตั้งตรงกับรูทวาร ทำให้อุจจาระไหลลงมาได้ดี ถ้าเป็นที่โรงพยาบาลสมิติเวชจะมีห้องนํ้าสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อฝึกการขับถ่ายแต่ถ้าเป็นที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ควรซื้อฝารองชักโครกสำหรับเด็ก และถ้าหาก
เท้าลอย ก็จะต้องหาเก้าอี้มารองเพื่อให้เท้าเหยียบเต็มพื้น ไม่แกว่งไปแกว่งมาเวลาที่เหมาะจะฝึกให้ลูกเข้าห้องนํ้า คือหลังมื้ออาหารเช้าประมาณ 15 นาทีหรือครึ่งชั่วโมง เพราะเมื่อเราทานข้าวเข้าไปจะมีรีเฟลกซ์ไปที่ลำไส้ทำให้อยากถ่ายและในช่วงเช้าเป็นช่วงจังหวะที่ลำไส้บิดตัวแรง ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
4. อย่ากดดันเด็กจนเกินไป เพื่อช่วยป้องกันปัญหาเด็กกลัวห้องนํ้า (ToiletPhobia) คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามฝึกแต่ต้องไม่คาดคั้นว่าลูกจะต้องนั่งชักโครกให้ได้ ต้องอึให้ได้เดี๋ยวนี้วันนี้ เราต้องช่วยให้ลูกผ่อนคลาย ลองฝึกลองนั่งหลังอาหารทุกมื้อ ครั้งนี้ยังอึไม่ออกแต่แค่ผายลมก็ยังดี การฝึกเด็กไม่ใช่จะทำได้ภายในแค่วันสองวัน ส่วนใหญ่ใช้เวลา 1-3เดือนบางครั้งถึง 6 เดือน คุณพ่อคุณแม่ต้องอดทนและใจเย็นๆ นะคะ
5. ทำยังไงให้ลูกอุจจาระนิ่ม
- ดื่มนํ้าส้ม นํ้าลูกพรุน
- ดื่มนํ้าในปริมาณที่เพียงพอ
- ทานผักและผลไม้เพื่อเพิ่มกากใย
- ดูปริมาณนมที่เด็กดื่มว่าเพียงพอหรือไม่ในเด็ก 1 ขวบขึ้นไป ที่ทานข้าวด้วยครบ 3 มื้อ ควรดื่มนม 24-30 ออนซ์ต่อวัน หรือประมาณ 8 ออนซ์ต่อมื้อ
- เลือกนมที่มีการเสริมใยอาหารชนิดพิเศษที่เรียกว่า พรีไบโอติกและโพรไบโอติก ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ช่วยย่อยสลายเพื่อให้อุจจาระนิ่ม เวลาที่คุณพ่อคุณแม่ซื้อนมให้ลูกก็อย่าลืมดูที่มีการเสริมพรีไบโอติก ด้วยนะคะ และกินโยเกิร์ตเสริม

    อาจารย์ขอเน้นยํ้าว่า “การจัดระเบียบชีวิตเรื่องกิน เรื่องถ่ายของเด็กเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่คุณพ่อคุณแม่จะทำปัญหาท้องผูกเป็นปัญหาที่ป้องกันได้ คุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ ไม่ควรปล่อยให้ลูกถ่ายน้อยครั้ง หรือแข็ง ซึ่งควรป้องกันตั้งแต่อายุน้อยๆ อย่าปล่อยไว้ให้เรื้อรัง เพราะมันจะใช้เวลาในการรักษายาวนาน เวลาพาลูกมาฉีดวัคซีน ให้ปรึกษาคุณหมอไปเลย ต้องทานอาหารเท่าไหร่ ต้องดื่มนมแค่ไหน ส่วนเรื่องการสวนอุจจาระควรงดไปเลยค่ะ หากมีปัญหาให้รีบมาปรึกษาคุณหมอ อย่าปล่อยทิ้งไว้และอย่าสวนเอง ที่สำคัญต้องหมั่นสังเกตการขับถ่ายของลูกตัวเองด้วยนะคะ”

ที่สมิติเวชมีการฝึกสอนการขับถ่ายที่ถูกวิธี มีห้องนํ้าที่ถูกต้องสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ใช้วิธีการฝึกเหมือนทางกายภาพบำบัด ฝึกหายใจ ฝึกเบ่ง เรียกว่า Balloon Expulsion Exercise และ Breathing Exercise คุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องลูกท้องผูกลองเข้ามาปรึกษาคุณหมอกันดูนะคะ

รศ.พญ.บุษบา วิวัฒน์เวคินกุมารแพทย์ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล
อาจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลโรคทางเดินอาหารในเด็กโดยเฉพาะ จากประสบการณ์ของอาจารย์ได้พบกับปัญหาเด็กท้องผูกมากมาย ซึ่งอาจารย์มีวิธีที่จะช่วยแก้ไข และทำให้น้องยอมถ่ายอุจจาระอย่างสมัครใจหากคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนมีปัญหา ขอให้มาพบคุณหมอกันตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุด

สำหรับวันว่างอาจารย์ชอบงานศิลปะ เช่น การแกะสลักกระจก แก้วไวน์ และการวาดภาพ นอกจากนี้แล้วอาจารย์ยังเป็นนักสะสมตัวยงอีกด้วย ของที่อาจารย์ชอบสะสมก็มีหนังสือ ของที่ระลึกจากประเทศต่างๆ แต่ที่เด็ดและไม่เคยเห็นใครสะสมก็คือ ไม้เท้า อาจารย์บอกว่าที่ชอบ เพราะมันแปลกดี มันมีลักษณะที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ซึ่งถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งอย่างเช่น ไม้เท้าของคนอังกฤษส่วนใหญ่จะเป็นหัวสิงห์ ของคนจีน มักจะทำจากงาช้าง เขาสัตว์ ของชาวมุสลิม มีการประดับลวดลายเป็นพลอยคล้ายกับของอินเดีย เป็นต้น อาจารย์บอกว่าตอนนี้มีอยู่ 30 กว่าอันแล้วล่ะค่ะ

การดูแลรักษาเด็กไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่อาจารย์มีทั้งศาสตร์และศิลป์ครบครันแบบนี้ยังไงล่ะคะ จึงสามารถแก้ปัญหา และรักษาให้กับน้องๆ มานักต่อนักแล้ว ใครที่มีปัญหามาปรึกษาอาจารย์กันด่วนค่ะ

How to beat your child’s constipation
Irregular bowel movement in toddlers can be worrisome to parents. Is it constipation? What is normal? Is he ready to be potty-trained? Dr.Boosba Vivatvakin, pediatrician at Samitivej International Children’s Hospital reveals the truth to Aigle readers.

Every parent has his/her own conception of what a normal stool should look like. The easiest way to find out is to ask your pediatrician to see a chart when you take your little one in for vaccination. Infants have different types of stool depending on their age. During the first 6 months, the baby drinks only mother’s milk and the stool will be either liquid or small pellets. Once he starts eating some food, the stool will become shapelier, but remain soft. However, if his discharge is similar to toothpaste being squeezed out of the tube, it may not be normal if he is less than two years old. It might mean that he is holding back or may have signs of constipation.

So what exactly is constipation? Some moms will say that although her baby has a bowel movement every few days, the stool still looks soft. He also doesn’t have any problem letting it out. Some moms will say that her child has bowel movement everyday and sometimes even twice in a day so how come it’s called constipation? The truth is that there are two types of constipation depending on the quantity and characteristics.

If your toddler has a bowel movement every other day or about three times a week, that is considered to be normal. If he has a bowel movement twice a week, he might have constipation. In some children, they can defecate 2-3 times per day and it doesn’t take them long to do so. The quantity may be quite a bit, but it could be that they may still have some stool left in their large intestine. And when they cannot hold it in any more, they will have a bowel movement. The stool is usually hard in the beginning and becomes softer in the latter part. This may cause tear in their anus. If they hold it in for a few more days until the intestine is full, observe closely. The longer that this goes on, the more difficult it will be to resolve the issue.

If your child has a bowel movement everyday, but the stool is hard and comes out only a little bit at a time, it is definitely called constipation. Normally, a person’s intestine can hold a lot of stool because it is very long. So when children only excrete a small amount and it’s hard, it is only the tail end of it that is coming out. There is still a lot more in their intestine. The stool may be small round balls and are compressed together into larger dough inside the intestine. If children do not let it all out, they may feel discomfort and may not want to eat. They may have abdominal bloating as well. All of this can lead to lack of weight gain which might hinder their growth and development.
Constipation is not a serious disorder, but it may lead to behavioral problem such as anxiety and
agitation. If left untreated, it can lead to long term physical and psychological problem. Treating constipation can be quite creative to adjust the child’s emotion. Most of the time, moms will just end up
using an enema or laxatives to make the problem go away. Unfortunately, they are the worst choice of treatment because they can lead to other unwanted side effects. It’s best to take your child to see a pediatrician.
Enema. Dr. Boosba cautions that an enema should only be used if the child is very bloated because the stool is pushing up. The correct amount of enema should be used and the insert should not be hard so that it does not hurt the anus. If parents purchase an enema to do it themselves, they may not use the right dose. Furthermore, the child will not be too happy to cooperate and parents may have to hold them down. That can cause anxiety and psychological scar in the child because he/she will feel that his or her loved ones are hurting them. Why did Mommy turn into a monster all of the sudden?
Some children may be more fearful of being held down than having a bowel movement.
Laxatives. Each laxative has its own indication. No matter how safe they are, there is bound to be side effects. Constipation is not something that will just go away. The longer that a child suffers from