Archive for Women’s Health

เรื่องเล่าจากริ้วรอย – Sign of Time

Women's HealthPublished: Dec 2015

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน หมอได้มีโอกาสไปดูนิทรรศการแสดงภาพถ่ายแนว Portrait ซึ่งเน้นถ่ายใบหน้าผู้คนจากท้องถนน หมอพบว่าภาพถ่ายนั้นบอกเล่าเรื่องราวได้นับพันอย่าง ที่ฝรั่งว่ากันว่า A picture is worth a thousand words และในใบหน้าของผู้ถูกถ่ายแต่ละคน ก็บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตได้มากมาย โดยไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ หากวิเคราะห์ลงไปถึงการบอกเล่าเรื่องราวของใบหน้าคนแต่ละคนนั้น จะพบว่า มีหลายองค์ประกอบที่สื่อมาถึงผู้รับสาส์น ทั้งแววตา  การแสดงสีหน้า แผลเป็น จุดด่างดำ รวมไปถึงริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิว ริ้วรอยที่เกิดบนใบหน้าแต่ละเส้นนั้น เปรียบดั่งแผลเป็นแห่งกาลเวลา ซึ่งมีที่มาจากหลายปัจจัย ตำราทางการแพทย์ส่วนใหญ่จะแบ่งที่มาของริ้วรอยออกเป็นสองหมวดหมู่ใหญ่ๆ หนึ่งคือ ความแก่จากภายใน (Intrinsic aging) ซึ่งเป็นผลจากกรรมเก่า หรือกรรมพันธุ์ที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากพ่อแม่ เรียกได้ว่ากรรมใครกรรมมัน บางคนได้ยีนส์ดีมา ใบหน้าก็จะอ่อนกว่าวัย ทั้งที่ไม่ได้ดูแลอะไรมาก เป็นที่น่าอิจฉาแก่ผู้พบเห็น ส่วนหมวดหมู่ที่สองคือ ความแก่จากภายนอก (Extrinsic aging) ซึ่งเป็นผลจากกรรมใหม่ หรือการกระทำตัวเอง โดยมีปัจจัยกระตุ้นความแก่ที่สำคัญคือ แสงแดด มลภาวะทางอากาศ บุหรี่ สุรา การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ รวมไปถึงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ถ้ามองกันแบบละเอียดจริงๆ กายวิภาคความแก่ของผิวนั้น
read more..

จัดกระเป๋ายาไปเที่ยว – Pack Your Meds On the Go

Women's HealthPublished: Nov 2015

  เพื่อนสนิทของหมอ ไลน์มาถามว่า “กำลังจะไปอเมริกา 2 อาทิตย์ จัดยาอะไรไปมั่งดี??” เมื่อเพื่อนถามมาแบบนี้ ก็ต้องจัดเต็มให้ค่ะ มาดูกันว่ายาอะไรบ้าง ที่เราควรแพ็คใส่กระเป๋าเดินทางไว้ใช้ยามฉุกเฉิน 1. ยาลดไข้/แก้ปวด ใช้ในยามไข้ขึ้นหรือปวดศีรษะ แนะนำเป็น พาราเซทตามอล ขนาด500มิลลิกรัม  ทานครั้ง ละ1เม็ด ทานซ้ำได้ทุก6ชม. 2. ยาแก้แพ้ เวลาไปเที่ยวที่ใหม่ๆ เรามักจะได้ลองอาหารแปลกๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้คันได้ แนะนำให้พกยาแก้แพ้กลุ่มแอนตี้ฮิสตามีน ซึ่งมีทั้งแบบไม่ง่วง(สำหรับคนส่วนใหญ่) เช่น Cetirizine หรือแบบง่วงเช่น Chlorpheniramine 3. ยาแก้เมารถ/เมาเรือ/เมาเครื่องบิน แก้ได้สารพัดเมา ยกเว้นเมาเหล้า แนะนำเป็น Dimenhydrinate แต่ต้องระวังว่ายาตัวนี้จะทำให้ง่วงมากได้นะคะ 4. ยาทาแผล ไว้ใช้เมื่อเกิดแผลเปิดที่ผิวหนัง รวมถึงบาดแผลรองเท้ากัดด้วย แนะนำเป็นยาทาปฏิชีวนะรูปแบบขี้ผึ้ง เช่น Mupirocin ointment 5. พลาสเตอร์ปิดแผล เลือกแบบมีรูพรุนระบายอากาศควรพกไปหลายชิ้นเพราะต้องเปลี่ยนบ่อย ไม่ควรติดแผ่นเดียวนานๆ 6. ยาทาแก้ผื่นคัน หากมีผื่นคันจากยุง,แมลงกัด อาจจำเป็นต้องใช้ยาทาเช่น Hydrocortisone
read more..

10 พฤติกรรมทำคุณผอม – 10 Habits That Will Keep You Shapely

Women's HealthPublished: Oct 2015

  แน่นอนค่ะว่า ในการลดน้ำหนักที่ถูกต้องนั้น มีเสาหลักที่สำคัญอยู่สองต้นคือ การรู้จักเลือกรับประทานอาหาร(ไม่ใช่การอด) และการออกกำลังกาย ซึ่งเสาหลักสองต้นนี้ หมอได้มีโอกาสเล่าให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะว่า นอกจากเสาหลักทั้งสองแล้ว ยังมีพฤติกรรมยิบย่อยเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน ที่จัดว่าเป็นพฤติกรรมทำคุณผอมได้ มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง แปรงฟันหลังอาหาร พบว่าการแปรงฟันหลังอาหาร จะช่วยลดความอยากกินจุบกินจิบหลังอาหารลงได้ อธิบายได้จากรสมิ้นท์และความรู้สึกสะอาดในช่องปาก ส่งผลให้เรารู้สึกปากสะอาด จนไม่อยากกินอะไรไปได้สักพักหนึ่ง ชอบกินข้าวที่บ้าน อาหารที่ปรุงขายตามร้านอาหารส่วนใหญ่นั้น มักมีเกลือ น้ำตาล และไขมันสูงกว่าอาหารที่ปรุงเองตามบ้าน นอกจากจะมีส่วนประกอบที่ชวนให้สมองเสพติดในรสอาหารสูงแล้ว บรรยากาศของการรับประทานตามร้าน ยังมักส่งผลให้เราเพลินจนกินมากขึ้นกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว กินอาหารตรงเวลา คนลดน้ำหนักหลายคนจะพยายามอดอาหาร และค่อยกินเมื่อหิวจนทนไม่ไหว ซึ่งผลที่ตามมาคือ กินมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสวิงขึ้นลง ฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลแปรปรวน ร่างกายจะเก็บสะสมไขมันมากขึ้น นอนหัวค่ำตื่นเช้า การนอนดึกๆ อดหลับอดนอน หรือนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ฮอร์โมนเครียด(คอร์ติซอล) และฮอร์โมนหิว(เกรลิน)หลั่งมากขึ้น สังเกตได้ว่า ในช่วงที่เราอดหลับอดนอน จะมีความรู้สึกอยากกินของหวาน หรือโหยอาหารประเภทแป้งมากขึ้น ทำงานบ้านเอง นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเคลื่อนไหวร่างกายเล็กๆน้อยๆจากกิจวัตรประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการกวาดถูบ้าน ล้างห้องน้ำ หรือล้างจาน ล้วนจัดเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญได้ เดินหลังกินข้าว วิจัยพบว่า การเดิน
read more..

สิวไม่หาย เพราะเข้าใจผิดๆ – Understanding Acne Truths or Myths

Women's HealthPublished: Sep 2015

ยังจำได้แม่น.. สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ (ซึ่งก็ผ่านมาหลายทศวรรษแล้ว) อาจารย์เคยสอนไว้ว่า ควรยกมือไหว้คนไข้ก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเด็กหรือแก่กว่า มาในฐานะหรือสภาพใด เพราะคนไข้คือครู นักศึกษาแพทย์ธิดากานต์ในวันนั้น ยังไม่เข้าใจคำสอนของอาจารย์ดีนัก แต่ก็ทำตามไปจนติดเป็นนิสัย กระทั่งเรียนจบ ได้มาปฏิบัติงานเป็นหมอจริงๆ จึงเข้าใจว่า คนไข้เป็นครูของเราจริง แม้ทำงานมาจนปัจจุบัน ก็ยังได้เรียนอะไรใหม่ๆจากคนไข้เสมอ โดยเฉพาะโรคผิวหนังที่เจอทุกวัน อย่างสิว บ่อยครั้งที่ความเข้าใจผิดๆถูกหยิบยกมาไต่ถาม ซึ่งเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก เพราะเมื่อคนเป็นหมอเข้าใจว่าคนไข้เข้าใจผิดอย่างไร จะช่วยให้ปรับความเข้าใจให้ถูก และรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มาดูกันค่ะว่า ความเข้าใจผิดๆอะไรบ้าง ที่หมอเจอเป็นประจำ 1. “เป็นสิวหรือหน้ามัน ต้องล้างหน้าบ่อยๆ” จริงๆแล้ว การล้างหน้าบ่อยเกิน ไม่ได้ช่วยลดหน้ามัน หรือลดสิว ตรงกันข้าม กลับทำให้สิวเพิ่มขึ้นได้ด้วยซ้ำ ควรล้างวันละ 2 ครั้งจะดีกับผิวที่สุด ส่วนระหว่างวัน หากหน้ามัน ให้ใช้กระดาษซับมันชนิดไม่มีแป้งซับได้ 2. “การสครับหน้า ช่วยรักษาสิว” จริงๆแล้ว การสครับผิว ไม่ได้ช่วยลดการเกิดสิว ในบางคนสครับมากไประคายเคืองรูขุมขน กระตุ้นการเกิดสิวได้ด้วย 3. “เป็นสิว ต้องกด บีบ หรือจัดการมันเสีย” จริงๆแล้ว
read more..

กินน้อยลง อยู่นานขึ้น? – Eat Less to Live Longer?

Women's HealthPublished: Aug 2015

ในช่วงนี้ หมอถูกตั้งคำถามบ่อยมาก ทั้งทางทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และจากคนไข้หลายคน ในเนื้อหาคำถามที่ใกล้เคียงกันว่า “ยิ่งอด ยิ่งหิว ยิ่งดีต่อสุขภาพ จริงหรือเปล่าคะหมอ” จริงๆแล้วประเด็นเรื่องนี้ หมอเคยเขียนถึงมาตั้งแต่หนังสือ 188 เคล็ดลับชะลอวัย ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2554 โดยเป็นบทแรกของหนังสือที่มีชื่อว่า “Calorie restriction กินแต่น้อย อยู่อีกนาน” โดยเนื้อหานั้นมาจากทฤษฏีที่ชื่อเต็มๆว่า Calorie restriction optimal nutrition” แปลเป็นไทยง่ายๆว่า จำกัดแคลอรี่ที่รับประทานให้น้อยลง แต่สารอาหาร โภชนาการ วิตามินและเกลือแร่ต่างๆยังต้องครบถ้วน ซึ่งไม่ใช่ทฤษฏีใหม่เลย แต่เป็นแนวคิดที่มีมาตั้งแต่ปีค.ศ.1953 เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชื่อ ไคลฟ์ แมคเคย์ ค้นพบโดยบังเอิญว่า หนูทดลองของเค้ามีอายุขัยยืนยาวขึ้น 30% เมื่อถูกจำกัดอาหาร หลังจากการค้นพบครั้งนั้น มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองต่อเนื่องมาอีกหลายชิ้น ตั้งแต่โปรโตซัว ปลา หนู หมู ไปจนถึงลิง ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่(แต่ไม่ทั้งหมด)พบว่า การจำกัดแคลอรี่ 30-40% ของแคลอรี่ปกติที่ควรได้รับ ส่งผลให้อายุขัยเฉลี่ยของสัตว์เหล่านี้ยืนยาวขึ้น เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายปรากฏการณ์ กินน้อยลง อยู่นานขึ้นนี้
read more..

อยากยกกระชับ แต่ไม่กล้าผ่าตัด – No Nip, Just Tuck

Women's HealthPublished: Jul 2015

  ในวัยราว 44 ปี ไอแซค นิวตัน ค้นพบความเป็นจริงของแรงโน้มถ่วงโลก เมื่อเห็นลูกแอปเปิ้ลหล่นลงบนพื้นดิน แต่พวกเราหลายคน อาจตระหนักถึงความเป็นจริงแห่งแรงโน้มถ่วงโลก ตั้งแต่วัย 30 กว่าๆ เมื่อแก้มและโครงสร้างผิวต่างๆบนใบหน้า ถูกแรงกระทำดึงให้คล้อยลง การหย่อนคล้อยของใบหน้า ไม่ได้เกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลกกระทำเท่านั้น แต่ยังเกิดจากอีกหลายปัจจัย เบื้องต้น เรามาทำความรู้จักโครงสร้างผิวกันก่อน ผิวหนังของคนเราประกอบด้วยชั้นสำคัญ 3 ชั้นด้วยกันคือ ผิวชั้นนอก (Epidermis) หรืออาจเรียกว่าชั้นหนังกำพร้า สองคือผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) และสามคือ ชั้นไขมัน (Subcutaneous fat) การที่ผิวจะสวยใสแลดูอ่อนกว่าเยาว์ได้ ต้องอาศัยความแข็งแรงสมบูรณ์ของทั้งสามชั้น โดยชั้นในชั้นไขมันซึ่งเป็นชั้นล่างสุดนั้น มีส่วนสำคัญมากต่อความตึงกระชับของผิว หากชั้นไขมันซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างของผิวไม่แข็งแรง ผิวก็จะหย่อนคล้อย โดยเฉพาะตามแนวแก้ม ร่องข้างจมูก ขากรรไกร และใต้คาง ปัจจัยที่ส่งผลให้ผิวหย่อนคล้อยนั้น อาจแบ่งได้เป็นปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยปัจจัยภายในที่สำคัญมากและเปลี่ยนแปลงไม่ได้คือ พันธุกรรม ต่อมาคือการสะสมของอนุมูลอิสระ การอักเสบในระดับโมเลกุล และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งทั้งสามปัจจัยเกี่ยวเนื่องกับไลฟ์สไตล์ หรือการใช้ชีวิตที่ต่างกันไปในแต่ละคน ส่วนปัจจัยภายนอกที่สำคัญมากคือ แสงแดด พบว่าทั้งรังสียูวี อินฟราเรด
read more..

รา…มากับฝน – She comes with rain…grace is walk…through the rain…

Women's HealthPublished: Jun 2015

“เธอมากับฝน.. สวยตรงที่เดิน..ตากฝน…” เช็คอายุค่ะ ถ้าคุณผู้อ่านร้องฮัมตามในใจได้ แสดงว่าเราสูงวัยไม่แพ้กัน เพราะเพลงเธอมากับฝนนี้ เป็นเพลงฮิตตั้งแต่ 16 ปีที่แล้ว แต่ต้องแอบยอมรับว่า บางครั้งเวลาที่หมอนั่งติดอยู่ในรถยามฝนพรำ ยังเผลอฮัมเพลงนี้ด้วยเสียงหลงๆอยู่ คงเป็นเพราะเมโลดี้ที่ติดหูง่ายนั่นเอง และในบางครั้ง ด้วยความขี้เล่นของหมอ เพลงนี้ก็จะถูกเปลี่ยนเนื้อให้สนุกๆเป็น “รา…มากับฝน เหม็น teen ที่เดิน..ตากฝน” เพราะหนึ่งในกลุ่มโรคผิวหนังที่เจอได้บ่อยในช่วงหน้าฝนนั้น คือโรคในกลุ่มเชื้อราที่ผิวหนัง ซึ่งมีหลายหลากตามแต่อวัยวะต่างๆที่จะอับชื้นได้ดังนี้ เชื้อราที่เท้า – การติดเชื้อราที่เท้านั้นเกิดได้จากเชื้อสองกลุ่มใหญ่คือ เชื้อกลุ่ม Dermatophytes และเชื้อกลุ่ม Candida ลักษณะอาการของทั้งสองกลุ่มจะคล้ายกันคือ “คันและเหม็นเท้า” หนังบริเวณฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้าจะลอกเป็นขุยขาวๆ เชื้อราที่ขาหนีบ – เกิดได้จากเชื้อสองกลุ่มใหญ่เช่นกันกับเชื้อราที่เท้า อาการหลักที่ทำให้ผู้ป่วยต้องรีบนัดพบแพทย์เร่งด่วนคือ คันคะเยอเป็นอย่างมาก ร่วมกับมีผื่นแดงบริเวณขาหนีบ เชื้อราตามตัว – อาจเกิดจากกลุ่ม Dermatophytes เจ้าประจำ หรือกลุ่ม Pityrosporum ซึ่งจะทำให้เกิดผื่นต่างกันไป โดยในกลุ่มแรกจะทำให้เกิดผื่นเป็นวงแดงๆ มีขุยรอบๆ คล้ายลักษณะที่คนไทยโบราณเรียกว่า ขี้กลาก ส่วนเชื้อในกลุ่มหลังทำให้เกิดผื่นเป็นวงขาวๆเล็กๆ มักขึ้นบริเวณอก หัวไหล่
read more..

ผอมแต่อ้วน อ้วนแต่ผอม! – Skinny Pot Bellies, Fatty Sticks

Women's HealthPublished: May 2015

“หมอผิงคะ ใครๆก็บอกว่าหนูผอมนะคะ แต่หนูมีพุงอะค่ะ จะทำไงดี” “หมอผิง ครับ พี่ชายผมเป็นนักกีฬา กล้ามงี้ปึ้กเลย แต่ทำไมไปวัดค่าดัชนีมวลกายมา ปรากฏว่าเกินเกณฑ์” สองคำถามนี้ บังเอิญถูกหยิบยกขึ้นมาถาม ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน จึงสะกิดให้หมอคิดอยากเขียนเล่าเกี่ยวกับเรื่องผอมแต่อ้วน และ อ้วนแต่ผอมขึ้นมา ผอมแต่อ้วน เป็นกรณีที่เจอได้บ่อยในสาวไทยหลายคน หากดูจากรูปร่างภายนอก พวกเธอเหล่านี้ก็ดูแขนขาเล็กบอบบาง น่าทะนุถนอม แต่หากได้โฟกัสไปที่ช่วงกลางลำตัวชัดๆ จะแอบเห็นมวลทรงกลมขนาดพองามยื่นมาจากส่วนท้อง จะว่าตั้งครรภ์อ่อนๆ ก็ไม่น่าใช่ เพราะดูไม่มีอาการอื่นๆ ของคนตั้งครรภ์ ประเมินไปมาจึงสรุปได้ว่าเธอเหล่านี้ผอมแต่มีพุง!   หากนำนํ้าหนักกับส่วนสูงของสาวผอมแต่มีพุง มาวัดตามเกณฑ์ประเมินทั่วไปคือ ดัชนีมวลกาย (นํ้าหนัก หารด้วนส่วนสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง) จะพบว่าเธอเหล่านี้ผ่านเกณฑ์สบาย ไม่จัดว่านํ้าหนักเกินแต่อย่างใด แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนมาใช้… สามารถอ่านต่อได้ใน Aigle Application พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล แพทย์วุฒิบัตร Anti-Aging Medicine (สหรัฐอเมริกา) Twitter, Instagram: @thidakarn   Skinny Pot Bellies, Fatty
read more..

แก่ง่าย ตายไว เพราะใส่ครีมเทียม – It Must Be Coffee

Women's HealthPublished: Apr 2015

กาแฟเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่เก่าแก่ และเป็นที่นิยมมากที่สุดของมนุษย์โลก ขอสารภาพว่าหมอเองก็เป็นหนึ่งในมนุษย์โลกที่ดื่มกาแฟทุกวันค่ะ บ่อยครั้งที่คนมักแปลกใจเมื่อเห็นคนบ้าสุขภาพอย่างหมอดื่มกาแฟ และถามว่า “ดื่มกาแฟไม่เสียสุขภาพเหรอ?” คำตอบคือ สำหรับตัวกาแฟเองแล้ว หากดื่มวันละ 1-2 แก้ว ไม่ได้รับคาเฟอีนมากเกินไปจนใจสั่นแล้วล่ะก็ ไม่ได้มีอันตรายอะไรกับสุขภาพ แถมกาแฟเองยังมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งดีกับสุขภาพด้วยซํ้า แต่ตัวร้ายที่แอบบ่อนทำลายสุขภาพนั้นคือ “เพื่อนของกาแฟ” ที่เรียกกันติดปากว่า ครีมเทียม ต่างหาก คุณผู้อ่านที่ดื่มกาแฟใส่ครีมเทียมทุกวัน เคยพลิกดูส่วนประกอบของครีมเทียมไหมคะว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าครีมเทียมแต่ละแบรนด์มีส่วนประกอบแตกต่างกันไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะประกอบไปด้วยนํ้าเชื่อม นํ้ามัน และสารเคมีสังเคราะห์เพื่อเลียนแบบรสตามธรรมชาติ! นํ้าเชื่อม ที่ใช้กันมากคือ Glucose syrup, Corn syrup และบางแบรนด์อาจใช้เป็น High Fructose Corn Syrup (HFCS) นํ้าเชื่อมเหล่านี้มีการใช้กันมากในอุตสาหกรรมอาหารเพราะมีราคาถูก โดยเฉพาะ HFCS ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไป จะส่งผลให้นํ้าตาลในเลือดขึ้นได้เร็ว เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุงมากกว่านํ้าตาลปกติตามธรรมชาติ และยังพบว่าการรับประทาน HFCS เป็นประจำ เพิ่มระดับของไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ส่งเสริมการสร้างไขมันที่ตับและยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจด้วย นํ้ามัน เพื่อให้เกิดความหอมมันเมื่อเติมลงในกาแฟในราคาย่อมเยา ผู้ผลิตเลือกใช้นํ้ามันประเภท “Partially hydrogenated soybean oil”
read more..

ยุคนี้..ดีหาย – Where Is My Vit. D?

Women's HealthPublished: Mar 2015

ว่ากันว่า…ถ้าถามสาวๆ ขาวสวยในยุคสมัยนี้ บางคนว่าถ้าให้เลือกระหว่างไม่ใส่เสื้อชั้นใน กับไม่ทาครีมกันแดดออกจากบ้าน จะเลือกอะไรกัน? คำตอบของสาวหลายคนคือ ลืมบราไม่ว่า ขอทากันแดด!! เพราะในปัจจุบัน ผลเสียของแดดที่มีต่อผิว ถูกกระหน่ำมาตามสื่อต่างๆ จนแสงแดดกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาเรา เราได้ยินบ่อยครั้งว่า แสงแดดเป็นตัวก่อให้เกิดฝ้า กระ จุดหมองคล้ำ อีกทั้งริ้วรอย อนุมูลอิสระ และสารพัดความแก่แห่งผิว จนเหมือนถูกสะกดจิตให้ต้องทาครีมกันแดดทุกวัน ใส่หมวกปีกกว้าง เสื้อแขนยาว กางร่มเป็นสรณะ จนผิวขาวซีดเพราะไม่เคยถูกแดดโลมเลีย แดดอาจเป็นผู้ร้ายสำหรับผิวพรรณจริง แต่เหรียญมักมีสองด้านค่ะ แม้แสงแดดจะทำร้ายผิว แต่แสงแดดเองก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์เรา เพราะรังสียูวีบีในแสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นการสังเคราะห์วิตามินดี การหลบแดดอย่างเคร่งครัดจึงส่งผลให้ขาดวิตามินดีได้ หลายคนอาจเริ่มเถียงหมอในใจว่า ไม่จริงหรอก คนอาศัยอยู่ในประเทศแดดแผดเผา 365 วันอย่างเรา จะขาดวิตามินดีได้อย่างไร แต่ผลงานวิจัยที่สำรวจระดับวิตามินดีในคนไทยหลายชิ้นพบว่า คนไทยมีภาวะขาดวิตามินดีไม่น้อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ความสามารถในการสังเคราะห์วิตามินดีลดลง มีภาวะขาดวิตามินดีได้ถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว ส่วนระดับวิตามินดีเฉลี่ยของคนไทยนั้นอยู่ที่ 31.8 ng/mL (เกณฑ์ที่ควรจะเป็นคือ 30-100 ng/mL) จะเห็นได้ว่าค่าเฉลี่ยยังเกือบจะตกขอบที่เหมาะสมเลย เขยิบเข้ามาใกล้ตัวอีกนิด ในกลุ่มหมอของโรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิทเอง เคยมีการจัดตรววจระดับวิตามินดีในเลือด พบว่า1ใน3ของแพทย์ที่ตรวจก็มีภาวะขาดวิตามินดีเช่นกัน
read more..