ต้อกระจก (Cataract)

Dr.Carebear Cares Published: Apr 2013

ดวงตา ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของร่างกาย ดวงตาเปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางการใช้ชีวิตให้เป็นปกติสุข แต่เมื่ออายุมากขึ้น หู ตา เริ่มฝ้าฟาง โรคเกี่ยวกับตาที่มักพบในผู้สูงวัยมากที่สุดโรคหนึ่ง คือ ต้อกระจก ซึ่งอาจจะเป็นโรคที่ไกลตัวสำหรับเพื่อนๆ หรือคนวัยหนุ่มสาว แต่ไม่ควรมองข้าม อย่าลืมดูแลคุณพ่อคุณแม่ ผู้ใหญ่ในบ้าน ที่อาจจะมีอาการตามัว มองไม่ชัด การมองเห็นแย่ลง เพราะอาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคต้อกระจกได้

ต้อกระจก เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการตาบอด เป็นภาวะที่มีการขุ่นของตัวเลนส์ ทำให้การมองเห็นแย่ลง หรือตาบอดได้ เทคนิคการผ่าตัดสมัยใหม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์เทียม เพื่อให้การมองเห็นกลับมาเป็นปกติได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

นอกเหนือจากความเสื่อมตามอายุแล้ว การขุ่นของเลนส์ ยังอาจจะเกิดจากการได้รับแสงมาก เรียกว่า photo-oxidative หรืออาจจะเกิดจากการได้รับสารพิษบางชนิด ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดต้อกระจกได้แก่

· อายุ

· การสูบบุหรี่

· การดื่มเหล้า

· แสงแดด ซึ่งมีรังสี UV-B

· พฤติกรรมสุขภาพไม่ดี เช่น ขาดสารอาหารและไม่ออกกำลังกาย

· เบาหวาน

· Metabolic syndrome กลุ่มอาการที่เกี่ยวกับความอ้วน รอบเอว

· การใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานาน

ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่สามารถแก้ไขได้ จึงควรดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ

อาการ 

การเกิดต้อกระจก จะค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีอาการ และมักจะเป็นทั้งสองข้าง อาการที่ผู้ป่วยจะสังเกตได้ คือ มีปัญหาในการขับรถเวลากลางคืน การอ่านป้ายข้างทางต่างๆ และมีปัญหาในการอ่านตัวหนังสือเล็กๆ บางๆ ในบางรายอาจจะมีสายตาสั้นกว่าเดิมนำมาก่อน

ต้อกระจกชนิดที่ยังไม่มาก จะเรียกว่า immature cataract ซึ่งจะตรวจดูจอประสาทตาและ red reflex แบบที่เจอเวลาถ่ายรูปใช้แฟลชแล้วมีตาแดง  เมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่มี red reflex จะเป็นมากหรือ mature cataract ซึ่งวัดสายตาแล้วจะแย่กว่า 20/400 ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดต้อหิน คือความดันลูกตาสูงผิดปกติได้ ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดในคนอายุมากกว่า 60 ปี แต่ถ้ามีความเสี่ยงมากก็จะพบเร็วขึ้น จึงควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเป็นระยะๆ

การป้องกัน 

ยังไม่มีการยืนยันว่าจะป้องกันหรือชะลอการขุ่นของเลนส์ได้ชัดเจน แต่บางรายงานแนะนำว่าอาจจะช่วยได้โดย

· รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ธัญพืช ผัก ผลไม้ นม

· รับประทานอาหารที่มี lutein และ zeaxanthin ซึ่งอยู่ในผักผลไม้ จะช่วยลดความเสี่ยงได้

· หยุดสูบบุปรี่

· การได้รับฮอร์โมนทดแทนในหญิงหมดประจำเดือนจะช่วยลดความเสี่ยงได้

การรักษา  

การรักษาต้อกระจก จะทำโดยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ซึ่งถือว่าเป็นการผ่าตัดที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้ป่วยมักจะเป็นผู้สูงอายุ จึงต้องทำการประเมินโรคประจำตัวต่างๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ เรื่องความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน การติดเชื้อทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังต้องดูรายการยาที่รับประทานอยู่ เพราะยาบางชนิดจะมีผลทำให้เลือดหยุดยาก เช่น ยาหัวใจบางชนิด Aspirin Warfarin  หรือยากลุ่ม NSAIDs ที่ใช้ในการแก้ปวด แก้อักเสบของข้อ

นอกจากนี้แพทย์จะทำการตรวจตาโดยละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคตาอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ เช่น โรคของจอประสาทตา หรือเส้นประสาทตา

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด  

ในอดีตมักจะได้ยินบ่อยๆ ว่าให้รอจนกระทั่ง ต้อกระจกที่เป็น สุก ก่อนจึงทำการผ่าตัด แต่ผลที่ตามมาคืออาจจะมีสายตาที่ผิดปกติหลงเหลืออยู่ได้ แต่ในปัจจุบัน ถ้าหากว่าต้อกระจกทำให้มีความผิดปกติของการมองเห็นจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่จะทำการผ่าตัดได้

การผ่าตัดไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล และไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ โดยแพทย์จะมีเครื่องมือในการนำเลนส์ตาเทียมเข้าไปใส่แทนที่เลนส์ตาเดิมที่ ขุ่น เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ปกติส่วนใหญ่แล้วผลการรักษาจะค่อนข้างดี ทำให้การมองเห็นกลับมาเป็นปกติได้

การติดตามดูแลหลังการผ่าตัด

ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ตาข้างที่ผ่าจะถูกปิดไว้ โดยแพทย์จะนัดตรวจหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ หรือการยกของหนักๆ หลายสัปดาห์ ส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำงานได้ในหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นจะมีการตรวจวัดสายตา และอาจจะต้องใช้แว่น โดยเฉพาะเวลาขับรถ และอ่านหนังสือ

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน 

· ที่ได้ยินข่าวกันบ่อย ๆ ก็คือเรื่องของการติดเชื้อ ในบางรายอาจะมีการเลื่อนหลุดของเลนส์ หรือมีจอประสาทตาลอกได้

เพราะฉะนั้น คุณลูกๆ ทั้งหลายควรดูแลคุณพ่อคุณแม่ ให้ห่างจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ซึ่งเราสามารถหลีกเลี่ยงได้ และควรพาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้าน ไปพบจักษุแพทย์ เพื่อทำการตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้งนะครับ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตาให้กับท่าน และอย่าลืมเข้ามาทักทายกับหมอหมีกันบ้างนะครับ ทั้งทวิต และเฟสบุค เหมือนเดิมครับ