เสื่อมอย่างมีคุณภาพ – Ageing Gracefully

Men's Health Published: Apr 2015

ความเสื่อมของร่างกายทำให้ความสามารถในการใช้งานของร่างกายถดถอยลง การฟื้นฟูคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติได้ แต่บ่อยครั้งที่เรายังดูแลคนรอบข้างอย่างผิดๆ

ไอเกิลได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วิศาล คันธารัตนกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ นอกจากนี้อาจารย์ยังทำงานในระดับนานาชาติ ได้รับการฝึกและการดูงานจากรพ.ต่างๆ ได้แก่ Toronto Rehabilitation Centre (ซึ่งมีศูนย์การฟื้นฟูที่สมบูรณ์แบบและแยกแผนกสำหรับเด็ก ภาวะปอด โรคหลอดและหัวใจ และโรคสมอง ตั้งแต่ 30 ปีก่อนแล้ว), University of Washington at Seattle, Heart Centre Melbourne ได้แก่งานด้านการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) และยังได้รับการเชิญไปบรรยายในระดับนานาชาติ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เช่น World Congress of Cardiology, Asia-Pacific congress of Cardiology  และเป็นผู้บรรยายอย่างสม่ำเสมอทุก 2 ปีให้แก่ฮ่องกง ในการจัดเรื่อง Asian Preventive Cardiology and Cardiac Rehabilitation ซึ่งจัดมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ได้สละเวลามาให้ความรู้เรื่องการฟื้นฟูกับเรา

อาจารย์กล่าวว่า ความหมายของคำว่า ฟื้นฟู (Rehabilitation) นั้นมีพื้นฐานมาจากศัพท์ดั้งเดิมคือ Ghab ซึ่งเป็นภาษารากศัพท์เดิมจาก Indo-European มีความหมายว่า ทำให้สามารถ (Enable) ดังนั้นเมื่อรวมกับคำว่า Re ก็ แปลว่า ทำให้สามารถกลับมาใหม่ได้ ซึ่งเป็นความหมายที่ดี และเป็นสิ่งที่อาจารย์จะสื่อสารกับผู้ป่วยอยู่เสมอ เพื่อสร้างกำลังใจ เนื่องจากกระบวนการที่จะทำให้สามารถกลับมาใหม่ได้นั้น ต้องเกิดจากความต้องการ ความร่วมมือ และการกระทำของผู้ป่วยเอง ในขณะเดียวกัน คำศัพท์อีกคำที่มีความหมายใกล้เคียงคือ Restorative คือ การทำให้กลับสู่สภาพปกติให้มากที่สุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็จะใช้ในรูปแบบของการคืนกลับของสุขภาพ ดังนั้นคำสองคำนี้จะให้ความหมายของกระบวนการรักษาด้านการฟื้นฟูคือ Rehabilitation and Restorative Medicine

แล้วเราจะฟื้นฟูอย่างไรให้สุขภาพกลับคืนสู่ปกติให้มากที่สุด

ถ้าสำหรับผู้สูงวัยเราต้องยอมรับก่อนว่าการเสื่อมไปตามวัยเป็นเรื่องปกติ และสิ่งที่มักจะเสื่อมมากที่สุดในผู้สูงวัยคือ ข้อเข่าเสื่อม พอข้อเข่าเสื่อมปุ๊บ ก็ไม่อยากทำอะไรปั๊บ คราวนี้ทุกอย่างก็จบเห่ อาจารย์บอกว่าถ้าสูงวัยแล้วเป็นโรคก็ต้องรักษากันไป แต่ที่น่าเป็นห่วงคือพวกสูงวัยที่สมบูรณ์ แต่ถูกละเลย คำว่าถูกละเลยในที่นี้ไม่ใช่ว่าลูกหลานไม่ดูแล แต่ลูกหลานหรือตัวผู้สูงวัยเองดูแลดีเกินไปด้วยความเข้าใจแบบผิดๆ เช่น พอเห็นคุณพ่อคุณแม่เจ็บเข่าก็ไม่ยอมให้ทำอะไรเลย ยิ่งบางคนซื้อรถเข็นซะเลย จะได้ไม่ต้องเดิน ไม่ต้องปวด เพราะกลัวว่าข้อเข่าจะยิ่งเสื่อม หรือบางคนตลอดชีวิตนี้ไม่เคยปวดเข่า ปวดข้อเลย แต่พออายุเข้า 60 กลับเริ่มปวด เลยรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ต้องเลิกวิ่ง เลิกเดิน เลิกออกกำลังกาย เลิกโยคะ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง ถ้าทำอย่างนั้นพออายุ 65 ก็จะต้องเริ่มนั่งรถเข็น แล้วชีวิตก็จะต้องแย่ลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าคุณยังพยายามใช้ ร่างกายของเราก็จะยังคงสภาพอยู่ได้ตามที่มันควรจะเป็น แต่ถ้ามานั่งอยู่เฉยๆ ข้อมันก็จะยิ่งติดยิ่งแย่ ไหนจะเรื่องแผลกดทับตามมาอีก ถ้าเราได้ลุก ได้เดิน ได้ขยับ ข้อก็ยังสามารถใช้งานได้

แต่การใช้ร่างกายก็ต้องใช้ให้ถูกวิธี อย่าใช้อย่างรุนแรง ลองพยายามให้ท่านได้ลุก ได้เดิน ได้ขยับ แต่ถ้าทำแล้วรู้สึกว่าเจ็บ หรือไม่ไหวก็หยุดพัก แต่ถ้ารู้สึกว่าปวดมาก ขยับน้อยๆ ก็ยังเจ็บ แบบนี้ก็ควรมาปรึกษาคุณหมอ เพื่อจะได้รักษาและฟื้นฟูอย่างถูกวิธีนะคะ อาจารย์แนะนำว่าถ้าเราเดินบนบกแล้วเจ็บ ก็ให้ลงไปเดินในน้ำ เพราะการเดินในน้ำจะลดแรงกดทับได้มาก ข้อจะได้ไม่ระบม พอเดินในน้ำไปซักพักรู้สึกว่าดีขึ้นแล้วก็มาหัดเดินบนบกกันต่อ

ร่างกายของเราก็เหมือนกับรถยนต์เราขับมันทุกวันๆ มันก็เสื่อม อาจมีเสียงดังบ้าง เราก็ต้องลองขับช้าๆ สังเกตดูว่าเสียงนั้นมาจากไหน อาจมีเศษหินเศษดินติดอยู่ ลองล้างลองเอาน้ำมันฉีดดู แล้วลองขับดูใหม่มันก็วิ่งได้หายก็จบ แต่ถ้าไม่ใช้อีกหน่อยก็เบรกไม่ดี สตาร์ทไม่ติดยิ่งเสียอีกเป็นยวง “ภาวะเสื่อมเป็นเรื่องปกติ อยากให้ฝึกการดูแลตัวเอง หากรู้สึกเจ็บข้อหรือเข่า แนะนำให้ประคบเย็น ตามด้วยประคบร้อน แล้วรองขยับดู พยายามทำแต่อย่าทำให้แรง ถ้าขยับได้ก็หาย แต่หากยังเจ็บอยู่ก็ควรมาพบแพทย์ เหมือนรถยนต์ถ้าขับๆ ไปแล้วรู้สึกว่ามีเสียงอะไร เราก็ต้องขับเบาๆ สังเกตดูว่าเสียงนั้นมาจากไหน ลองตรวจสอบดู ถ้าเกิดอีกก็ดูอีก แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งยังดังตลอดก็ต้องเข้าอู่”

อย่าเร่งจนคนไข้ท้อ

อีกอย่างที่สำคัญสำหรับการฟื้นฟูให้ได้ผล คือ อย่าเร่งรีบ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ว่าจะในเด็กหรือผู้ใหญ่ ให้ดูเป็นช่วงสั้นๆ เช่น เด็กบางคนประสบอุบัติเหตุตั้งแต่ยังเล็กๆ เดินไม่ได้เลย ไปฝึกที่อื่นก็จะเน้นฝึกให้หนัก ต้องยืนให้ได้ พอทำไม่ได้ เด็กก็ท้อ ไม่อยากทำ การฟื้นฟูก็ไม่สำเร็จ แต่พอมาที่นี่อาจารย์บอกว่า ตอนนี้ขอแค่ฝึกให้หายเกร็งก่อน เด็กก็มีกำลังใจ 2 สัปดาห์แรก ไม่ได้ให้เด็กฝึกอะไรเลยนะ ต้องคุยกับคุณพ่อคุณแม่ให้เข้าใจ สร้างกำลังใจให้กับเด็ก ค่อยเป็นค่อยไป แบ่งเป็นระยะสั้นๆ ใช้หลายทฤษฏีร่วมกัน จนตอนนี้เด็กเริ่มยืนเองแล้ว “งานด้านนี้ถือเป็นงานที่ต้องการการบูรณาการในแพทย์หลายสาขา ต้องมีความรู้พื้นฐานของแพทย์สาขาอื่นๆ เบื้องต้น เพื่อจะได้วางแผนการให้การรักษาที่ถูกต้อง และงานนี้ยังเป็นงานที่ทำงานแบบสหวิชาชีพ มีผู้ร่วมงานที่ร่วมให้หรือร่วมรักษา ได้แก่ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักแก้ไขการพูด นักกายอุปกรณ์ และอื่นๆ โดยในอดีต หรือแม้แต่ปัจจุบันที่ผู้ป่วยหรือแม้แต่ทีมรักษายังคิดว่าการรักษาในด้านนี้จะเป็นการรักษาระยะยาว และเรื้อรั้ง แต่สำหรับผม ซึ่งมีพื้นชอบการพัฒนา ชอบการผ่าตัด และชอบการบูรณะสิ่งต่างๆ ไม่คิดเช่นนั้น หากเรายังมองเป็นเรื่องระยะยาว อาจจะทำให้ผู้ป่วยหมดกำลังใจ ดังนั้น ในการดูแลผู้ป่วยผมจะเน้นการฝึกในแต่ละช่วง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เช่น ระยะแรก เน้นให้ลดเกร็ง แล้วต่อมาเน้นการฝึกกล้ามเนื้อ โดยแต่ละระยะอาจจะสามารถถึงเป้าหมายในระยะที่ไม่ยาวนานเกินไป โดยบทบาทสำคัญคือ การบริหารหรือการปฏิบัติ การเข้าใจส่วนต่างๆ ของร่างกายตนเองเป็นสิ่งสำคัญกว่าการที่ผู้ป่วยมารับการทำกายภาพบำบัด การนวด หรืออื่นๆ เพียงอย่างเดียว  เมื่อผู้ป่วยเข้าใจประเด็นนี้ ก็จะสามารถ (Enable) และผมยืนยันว่าตอนนี้ผมมีผู้ป่วยหลายคนที่หลังจากฟื้นฟูแล้วมีภาวะที่ดีกว่าก่อนเป็นโรคเสียอีก”

            การฟื้นฟูไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำด้วยใจ อาจารย์เป็นคนชอบออกกำลังกาย ก็ใช้หลักในการออกกำลังกายมาช่วยในการดูแลรักษาสุขภาพให้กับผู้ป่วย นอกจากนี้อาจารย์ยังชอบสะสมกล้องถ่ายรูปแบบฟิล์ม แผ่นเสียง รวมถึงเครื่องเล่นเพลง ซึ่งการดูแลสิ่งต่างๆ เหล่านี้ (restorative)  ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลา และเมื่อใช้งานได้ เราก็ต้องค่อยๆ ปรับปรุง ทำให้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้อาจารย์เข้าใจในงานและกระบวนการฟื้นฟูผู้ป่วยได้ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังสนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าการฟังเพลง Hi-res การเล่นเครื่อง drone  ซึ่งการจัดสมดุลกันเหล่านี้ ทำให้เราสามารถมาประยุกต์ การใช้งานระหว่างเทคนิคการฝึกแบบดั้งเดิม ร่วมกับเครื่องมือสมัยใหม่ในการรักษาคนไข้ให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สุดท้ายอาจารย์ขอฝากว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องปกติ ทุกคนต้องแก่ ต้องเสื่อม แต่เราต้องดูแลตัวเองก่อนที่จะเสื่อม เสื่อมก็ต้องเสื่อมอย่างมีคุณภาพ เราต้องเข้าใจร่างกาย การเริ่มปวด คือการเริ่มบำเพ็ญทุกขกิริยาครั้งที่ 1 และต่อไปนี้คุณจะต้องบำเพ็ญทุกขกิริยาไปตลอดชีวิต ความปวดจะเป็นเพื่อนเรา แต่ถ้าเราดูแลร่างกายอย่างดี เราก็จะไม่ต้องทุกข์กับมันมาก เมื่อเริ่มปวดก็เริ่มทำกายภาพ อย่าปล่อยทิ้งไว้ ถ้าเรามัวแต่ทุกข์ใจไปกับความปวดและกลัวกับการที่จะขยับมัน มันจะแย่ลงเรื่อยๆ แต่ที่สำคัญคือ อย่าใช้รุนแรง ถ้าเราดูแลตัวเองอย่างดี เมื่อเราอายุ 70 แล้วยังสามารถเดินเที่ยวได้ปร๋อ คิดดูซิว่ามันจะเจ๋งขนาดไหน”

Tags: , , ,