รับมืออย่างไร เมื่อก้าวเข้าสู่…สังคมผู้สูงวัย

Feature Story Published: Jul 2013

ตามนิยามของสหประชาชาติเมื่อประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นสัดส่วนเกินร้อยละ 10 หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป เกินร้อยละ 7 ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) เมื่อสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 และ 14 ตามลำดับสำหรับประเทศไทยคาดว่าไม่เกิน 10-15 ปีข้างหน้า จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ เหมือนกับหลายๆ ประเทศทั่วโลก

เมื่อเราก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายย่อมเสื่อมถอย ปัญหาที่พบบ่อยคือเรื่องกระดูกและข้อ ฟันเริ่มหลุดล่วงและต้องใส่ฟันปลอม ทำให้มีปัญหาในการบดเคี้ยว และปัญหาข้อเข่าเสื่อม ไอเกิลได้รับเกียรติจาก

พ.ต.อ.ทันตแพทย์พิมล บำรุง
มาให้ความรู้เรื่องการทำรากฟันเทียม

นายแพทย์วิกรม จารุสถิระกุล
ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ
โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์
มาให้ความรู้เรื่องการรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยข้อเข่าเทียม

รากฟันเทียม

          การใส่รากฟันเทียมจะช่วยลดปัญหาในการบดเคี้ยว ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญในวัยผู้สูงอายุ บางคนต้องสวมฟันปลอมทั้งปาก แล้วเกิดปัญหาฟันปลอมหลุดง่าย และบดเคี้ยวอาหารไม่สะดวกส่งผลเสียต่อสุขภาพ

รากฟันเทียมคือวัสดุที่ทำด้วยโลหะไทเทเนียมมีรูปร่างหลายแบบด้วยกัน แต่ที่ใช้มากที่สุดคือ รูปร่างคล้ายรากฟันธรรมชาติ ใช้ฝังเข้าไปในกระดูกขากรรไกรเพื่อเป็นหลักยึดสำหรับฟันปลอม

ข้อดีของการทำรากฟันเทียม

คือสามารถใช้งาน มีความแข็งแรงเหมือนฟันธรรมชาติ ติดแน่นในช่องปากไม่ต้องถอดออกมาทำความสะอาดเหมือนฟันปลอมถอดได้ทั่วๆไปและไม่ต้องยึดกับฟันธรรมชาติหรือใช้เป็นหลักยึดสำหรับฟันปลอมถอดได้ทั้งปากนอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยรักษาปริมาณกระดูกรอบๆรากฟันเทียมที่ใส่เข้าไปไม่ให้ละลายตัว  เพิ่มประสิทธิภาพการเคี้ยวอาหาร ไม่ต้องห่วงเรื่องฟันผุ สามารถซ่อมแซมได้ ไม่ต้องกรอฟันข้างเคียงแบบการทำฟันปลอมชนิดสะพานฟัน และใกล้เคียงฟันธรรมชาติที่สุด

ใครที่ควรจะต้องทำรากฟันเทียมและใครที่ไม่ควรทำ

ข้อบ่งชี้ในการใส่รากฟันเทียมก็คือคนไข้ที่สูญเสียฟันธรรมชาติซึ่งต้องการจะใส่ฟันปลอม แต่มีข้อจำกัดต่างๆ ที่ใส่ฟันปลอมชนิดอื่นค่อนข้างลำบาก เช่น คนไข้รำคาญฟันปลอมแบบถอดได้ที่มีขนาดใหญ่ และฟันปลอมหลวม หรือคนไข้ไม่อยากสูญเสียเนื้อฟันเพื่อทำฟันปลอมแบบสะพานฟัน เป็นต้น

ส่วนกรณีที่ไม่สมควรทำคือคนไข้ที่มีปัญหาโรคทางระบบ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ที่ไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ก็มีโรคเลือด โรคมะเร็งที่กำลังได้รับเคมีบำบัดหรือฉายรังสี ส่วนเรื่องนิสัยที่มีผลเสียต่อการคงอยู่ของรากฟันเทียมคือ สูบบุหรี่ กัดเล็บ นอนกัดฟัน เป็นต้น

ขั้นตอนและระยะเวลาที่ใช้ในการทำรากฟันเทียม

การทำผ่าตัดใส่รากฟันเทียมปกติจะทำ 2 ครั้ง ครั้งแรกผ่าตัดใส่รากฟันเทียมแล้วรอให้มีการยึดติดระหว่างรากฟันเทียมกับกระดูก ใช้เวลาประมาณ 3 – 6 เดือน

ครั้งที่ 2 จะผ่าเปิดเหงือกเพื่อต่อแกนขึ้นมาเหนือเหงือกแล้วรอให้แผลที่เหงือกหายใช้เวลาประมาณ2สัปดาห์แล้วจึงพิมพ์ปากทำฟันปลอม

อัตราความเสี่ยงและผลแทรกซ้อนในการทำรากฟันเทียม

การทำรากฟันเทียมนั้นมีอัตราเสี่ยงต่อความล้มเหลวคือรากฟันเทียมไม่สามารถยึดติดกับกระดูกหรือไม่สามารถใช้งานได้ซึ่งเกิดประมาณร้อยละ 3-10 ชึ่งแปรเปลี่ยนตามแหล่งข้อมูล นอกจากนี้ผลแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้คือการติดเชื้อ ภาวะเลือดออก หรือทำอันตรายต่ออวัยวะข้างเคียง เช่นเส้นประสาทที่บริเวณขากรรรไกรล่างและโพรงอากาศ โพรงจมูกที่บริเวณขากรรรไกรบน เป็นต้น

การดูแลรักษารากฟันเทียม

การดูแลรักษารากฟันเทียมต้องดูแลเหมือนการดูแลฟันธรรมชาติ เพราะว่าถึงแม้ว่ารากฟันเทียมจะไม่ผุ แต่คราบจุลินทรีย์และหินน้ำลายสามารถจะเกาะจับกับรากฟันเทียมทำให้เกิดเหงือกอักเสบได้ง่ายกว่า เพราะว่าเหงือกที่ล้อมรากเทียมจะไม่แข็งแรงเท่าเหงือกที่ล้อมรากฟันธรรมชาติ

อาจารย์ขอฝากไว้ว่า “จากประสบการณ์ของการรักษาด้วยวิธีการใส่รากฟันเทียมเป็นเวลามากกว่า 15ปี อัตราผลประสบความสำเร็จประมาณ 97%จะเห็นว่าอัตราผลสำเร็จค่อนข้างสูง และคนไข้มีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันการรักษาใส่รากฟันเทียมมีการพัฒนามากขึ้น เวลาและขั้นตอนที่ใช้ในการรักษาน้อยลง ความเจ็บปวดก็ลดน้อยลงตามไปด้วย คนไข้บางรายอาจจะถอนฟันและใส่รากฟันเทียมพร้อมฟันปลอมเสร็จภายในวันเดียวได้  ถ้าสภาพของเนื้อเยื่อในช่องปากเหมาะสมและสภาพร่างกายของคนไข้พร้อม หากถอนฟันแล้วอย่าปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป เพราะจะทำให้กระดูกฝ่อ ทำให้การใส่รากฟันเทียมยากขึ้น”

การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยข้อเข่าเทียม

ข้อเข่า เป็นข้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายต้องแบกรับน้ำหนักมาก ไม่ว่าเราจะใช้ร่างกายในอิริยาบถไหน ลุก นั่ง ยืน เดิน เหยียด พับ งอ โดยลักษณะของข้อเข่านั้นเป็นข้อที่มีกลไกค่อนข้างละเอียด ซับซ้อน เป็นกระดูก 2 ท่อนมาแตะกันไว้ ต้องใช้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืดในการช่วยพยุง จึงมีโอกาสที่จะเกิดการชำรุดหรือเสื่อมได้มากกว่าข้อต่อส่วนอื่นๆ ข้อเข่าเสื่อมพบได้ตั้งแต่วัยกลางคนจนถึงผู้สูงอายุ และพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงมีอิริยาบถที่ใช้งานข้อเข่าหนักกว่าผู้ชาย เช่น การทำงานบ้านต่างๆ

ข้อเข่าเสื่อม เพราะมีความผิดปกติของกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อซึ่งทำหน้าที่ในการพยุง และกระจายน้ำหนักให้กับข้อเข่าเมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อเกิดการสึกกร่อนจากการใช้งาน ผลที่ตามมาคือทำให้เสียการทรงตัว การกระจายน้ำหนักผิดไปจากเดิม ทำให้บริเวณรอบๆ ข้อส่วนประกอบมีการเสื่อมเสียไปด้วย ร่างกายของคนเรานั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ อะไรที่มันเสื่อมร่างกายก็พยายามจะสร้างใหม่จึงเกิดความผิดปกติของกระดูกรอบๆข้อเข่า อย่างที่ชาวบ้านมักพูดว่ากระดูกมันงอกนั่นเอง เมื่อข้อเข่าเสื่อมก็เกิดอาการเจ็บปวด เดินลำบาก บางครั้งเดินๆ ไปขาก็ทรุดลงบ้าง บางคนเสื่อมทั้ง 2 ข้าง ขาโก่งทำให้เดินส่ายไปส่ายมา บางคนเสื่อมข้างเดียวก็เดินตัวเอียงทรุดไปตามข้างที่เสื่อมเสมือนขาสั้นข้างยาวข้าง เนื่องจากร่างกายพยายามปรับสภาพเพื่อให้เกิดความสมดุล

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

โดยทั่วไปในรายที่อาการไม่หนักคุณหมอจะรักษาโดยการให้ยาและฝึกกายภาพบำบัด แต่ในรายที่เป็นเรื้อรัง และกระดูกมีปัญหามากๆ มีอาการปวดขั้นรุนแรงจนมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน หัวเข่าโกงงอผิดรูป ส่งผลให้เดินไม่สะดวก  ข้อเข่าไม่ค่อยมั่นคง เกิดการสึกหลวม ของกระดูกกล้ามเนื้อและเอ็นรอบๆ ข้อเข่า หรือได้รักษาด้วยการใช้ยา และกายภาพบำบัดอย่างเต็มที่และนานเพียงพอแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้นท้ายที่สุดจะแนะนำให้ “ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม” เนื่องจากอายุการใช้งานของข้อเข่าเทียมอยู่ได้นานถึงประมาณ 10-15 ปี ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของคนไข้แต่ละคน หากเปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้คนไข้ที่อายุยังน้อย การใช้ชีวิตยังสมบุกสมบันอยู่ อาจทำให้ข้อเข่าเทียมหลวมและเสื่อมเร็ว ต้องทำการเปลี่ยนใหม่ ซึ่งจะทำให้การผ่าตัดรักษายากและค่าใช้จ่ายสูงกว่าครั้งแรก 

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ทำโดยการผ่าตัดเอาผิวข้อที่ขรุขระ ที่เสียแล้วออกไปให้หมดเหมือนการปรับผิวหน้าให้เรียบ แล้วใส่ผิวข้อใหม่ซึ่งทำมาจากโลหะและพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษและเข้ากับเนื้อเยื่อของร่างกายได้ปัจจุบันวิวัฒนาการการผ่าตัดข้อเข่าเทียมก้าวหน้าไปไกล มีข้อเทียมที่มีรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติ และยังผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพสูง วิธีการผ่าตัดพัฒนาให้มีแผลผ่าตัดเล็กลงทำให้คนไข้สามารถกลับมาเดินได้เร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าข้อเข่าเทียม ไม่ใช่ของแท้แต่เดิมที่ร่างกายให้มา จึงไม่สามารถทดแทนสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาได้ทั้งหมด และอาจมีผลข้างเคียงได้บ้างในบางครั้ง

หลังจากผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแล้ว ควรระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และควรฟื้นฟูสมรรถภาพด้วยการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณรอบข้อเข่า โดยการนั่งเก้าอี้ แล้วเหยียดเข่าไปข้างหน้าให้ขนานกับพื้น แล้วเกร็งค้างไว้ประมาณ 5-10 วินาที ทำ 2 ข้างสลับกัน เมื่อข้อเข่าเริ่มแข็งแรงขึ้น ก็เพิ่มน้ำหนักด้วยการถ่วงถุงทรายไว้บริเวณข้อเท้าทั้ง 2 ข้าง แล้วบริหารเหมือนเดิม หรืออาจใช้วิธีปั่นจักรยานอยู่กับที่ก็ได้

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เสื่อมไปตามวัย สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักวิธีป้องกัน และหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะไปทำร้ายข้อเข่า เช่น ควรควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หลีกเลี่ยงการขึ้นที่สูงชัน ซึ่งจะทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า หลีกเลี่ยงการนั่งในท่างอเข่ามากๆ อย่างพับเพียบ หรือขัดสมาธิ รวมทั้งควรฟื้นฟูสมรรถภาพให้กับข้อเข่าอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อบริเวณนี้ให้แข็งแรง

สุดท้ายอาจารย์อยากจะฝากไว้ว่า“โรคข้อเข่าเสื่อมไม่ใช่โรคน่ากลัว อย่าเข้าใจผิดคิดว่ารักษาไม่หายขาดจึงไม่ยอมรักษา โรคข้อเข่าเสื่อมสามารถรักษาให้ทุเลาจากหนักเป็นเบาได้ คนไข้ควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ ยาเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่ง สิ่งสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เข่าให้ถูกต้องดังกล่าวมาข้าวต้น หมั่นบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้แข็งแรง หากทำเช่นนี้ได้คุณภาพชีวิตของคุณจะดีขึ้น และไม่เป็นภาระให้กับลูกหลาน”

เมื่อของแท้มันเสื่อมจึงจำเป็นต้องหาของเทียมมาใส่ เพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลูกหลานควรเอาใจใส่และดูแลผู้สูงวัยอย่างสม่ำเสมอนะคะ หากมีปัญหาด้านไหนรีบเข้ามาปรึกษา เพื่อจะได้รับการรักษากันตั้งแต่เนิ่นๆ นะคะ

Aged Society:

Welcome to the Golden Years

According to the definition set by the United Nations, when more than 10% of the population are older than 60 years old or when more than 7% are older than 65, that nation is considered to be an aging society.  It will become an aged society once those percentages rise to 20% and 14%, respectively.  As for Thailand, it is expected that we will become an aged society within the next 10 – 15 years, just like many other countries in the world.

As we move forward towards the golden years, our bodies are anything but glowing.  The most common problem occurs in the joints and bones.  Natural teeth begin to fall off and are replaced by false ones.  The knees are also in decline as time goes by.  In this issue, Aigle invites Dr. Pimol Bamroong, oral surgeon and Dr. Vikrom Jarusdhirakul, orthopedic surgeon to share their respective expertise with our readers.

Dental Implants

Dental implants will attenuate chewing problems, which is a major burden for members of the aged society.  Some seniors require a whole new set of teeth, but will only suffer more because they do not stay in place and chewing simple food becomes more challenging.

Dental implants are made from titanium and come in many different shapes.  The most common shape is similar to that of a natural tooth so that it can fit properly into place.

Benefits of Dental Implants

They are as strong as natural teeth and are permanently fixed in place.  They do not need to be removed for cleaning like false teeth and they do not need to be bridged to a natural tooth.  They will help preserve the bones and preventing their loss as well as increase chewing capabilities.  Seniors need not have any worries about cavities or bridgework.  They are the closest thing to natural teeth as anyone can get.

Who Should or Should Not Get Dental Implants?

Patients who should get dental implants are those who have lost their natural teeth and want to get new teeth, but have limitations, such as poor fitting false teeth or patients who do not want bridgework.

Patients who should not get implants are those who have other health problems such as hypertension, heart disease or uncontrolled diabetes.  Furthermore, patients who suffer from blood diseases or who are getting chemotherapy or radiation therapy may not be able to receive implants.  Bad habits, such as smoking, nails biting, or teeth grinding (bruxism) during sleep, will also shorten the life of the implants as well.

The Implantation Process

Two oral surgeries are usually required.  The first surgery is to position the implants in place.  After 3 – 6 months, the implant and bone will fuse together.  The second surgery is to place the abutment, a stem onto which the crown will be placed.  This will take about two weeks to heal.

Risk and Complications

The risk of implant failure is that the implant and the bone do not join together properly.  This occurs in about 3 – 10% of the cases, depending on the source of information.  Other complications include infection, bleeding, or damage to nearby nerves.

Care for Dental Implants

Dental implants need the same care as natural teeth.  Although they are not subject to getting cavities, bacteria and plaque can still form on them to cause inflammation of the gums around the implant, where gum health is not as robust as the area around natural teeth.

Dr. Pimol leaves us one last thought: “From my experience of putting in dental implants for over 15 years, the success rate is around 97%.  The patients are quite happy with the procedure.  Dental implants have come a long way.  It takes less time to heal and the associated pain is less as well.  Some patient can remove their tooth and put in the implant all in one day if the oral cavity is healthy enough.  Once the natural tooth is removed, it is not a good idea to leave it for a long time because the bones will shrink and it will be harder to put in the implants.”

 Knee Replacement Surgery for Treatment of Osteoarthritis

The knees bear so much weight daily, no matter which position we are in; be it walking, standing, sitting, bending or folding.  The joints around the knees are complicated.  They are composed of two bones that are touching each other and they require muscles and tendons to hold them together.   So there is a possibility that they become damaged over time in the matured population to senior citizens.  Knee problems are found more often in women than men because women use their knees more often in doing various household chores.

Osteoarthritis of the knee is a condition in which the tendons around the joints that act as support decline over time.  The result is that the patient loses balance because weight is distributed differently.  However, our amazing human body tries to compensate by generating new tissue around the affected area.  When the knees weaken, walking can be a literal pain.  Some patients may fall down while others limp around trying to gain balance on both legs.

Treatment

Usually, physical therapy and medication are recommended for patients who can still be rehabilitated.  In chronic cases, where pain affects daily routine or the knees are bent out of shape and the patient has problem walking, simple measures cannot contain the problem.  If physical therapy and pain medications have done all they can and the problem cannot be resolved, then “knee replacement surgery” is recommended.  Because the “new knees” are good for 10 – 15 years, depending on the patient’s lifestyle, knee replacement in younger patients with an active lifestyle will result in another foreseeable replacement down the road.  Needless to say, the second surgery will be more complicated and more expensive than the first.

Knee Replacement Surgery requires the removal of the worn out part to give it a new smooth surface.  The new knee is made from metal and plastic materials that are biocompatible.  These replacement knees are made from high quality material and the shape is very similar to the natural knee.  Advances in medical technology allow for the surgery to be minimal.    The patient can start walking in no time.  But of course, nothing can be as good as the real thing and complications can ensue in some cases.

After the surgery, patients should avoid any accidents and should continuously rehabilitate the muscles around the knee.  This can be done by sitting on a chair and stretching out one leg at a time paralleled to the floor and holding it in place for 5 – 10 seconds each time.  Once the knees become stronger, sand weights can be placed around the ankles and repeat the exercise.  Stationary cycling can also be helpful.

Knee pains come with age.  The most important factor is prevention and avoiding harmful actions, such as excess weight gain, lifting heavy equipments, and walking along elevated paths because the knees will have to bear 4 times their normal load.  Avoid sitting crossed legged on the floor as well.  Always try to exercise the joints to keep those muscles and tendons around the knees strong.

Dr. Vikrom wants our readers to know: “Osteoarthritis is not scary.  Don’t think that it cannot be treated.  The condition can be improved, especially if the patient cooperates with the treatment plan.  Medication is just a medium, but prevention and changing habits are more important.  Exercise those muscles around the knees regularly and your quality of life will improve and you will not be a burden to your children.”

When the real knees are worn out, replacements are necessary to keep senior (and not so senior) citizens active and healthy.  Kids, take good care of your seniors.  If there is any problem at all, it is best to get medical advice right away.