ไม่ต้องหนัก ‘อก’ อีกต่อไป – Keeping Your Best Breasts

Feature Story Published: Oct 2012

ด้วย Lifestyle ที่เปลี่ยนแปลงไปของคนไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องเคร่งเครียดไปกับการทำงาน พอตกเย็นก็พากัน Hang out ตามสถานที่ต่างๆ แตกลับไม่ค่อยมีเวลาได้ออกกำลังกาย นานวันไปร่างกายอาจเกิดการสะสมไขมันและคอเลสเตอรอลได้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่โรคต่างๆ ได้ง่าย รวมทั้งโรคมะเร็งเต้านม ที่เป็นโรคยอดฮิตในสตรีไทย

ไอเกิล ได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.วิชัย วาสนสิริ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มาให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ซึ่งอาจารย์บอกว่ามาแรงแซงทางโค้ง ไต่อับดับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แล้วสำหรับมะเร็งที่เกิดในสตรีไทย

อาจารย์กล่าวว่า “ไม่อยากให้ได้ตำแหน่งอันดับ 1 กันหรอกนะครับ แต่สาเหตุที่อุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในสตรีไทย แซงหน้ามะเร็งปากมดลูกที่ครองอันดับ 1 มานานนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากที่เราไปใช้ชีวิตตามแบบตะวันตกมากเกินไป ปัจจุบันอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งเต้านมในสตรีไทยอยู่ที่ 30/100,000 (จากผู้หญิง 100,000 คน เป็นมะเร็งเต้านม 30 คน) แต่ก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไป ทำชีวิตให้สบายๆ แค่รู้จักหมั่นดูแลเต้านมและใช้ชีวิตอย่างถูกวิธี แค่นี้ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ”

มะเร็งเต้านม เกิดจากเซลล์ของเต้านมที่เติบโตอย่างผิดปกติเหนือการควบคุมของร่างกายและเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งสาเหตุยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่หากตรวจพบในระยะแรก (ระยะ 0) มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงถึง 98-99% ส่วนใหญ่มะเร็งเต้านมมีต้นกำเนิดจากที่ใดที่หนึ่งในสองที่ คือ บริเวณท่อนํ้านม (Duct) และกระเปาะสร้างนํ้านม(Lobule) เมื่อเซลล์บุท่อหรือกระเปาะเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งโดยยังไม่ลุกลามออกนอกท่อหรือกระเปาะ (ระยะ 0) เรียกว่า Ductal Carcinoma In Situ (DCIS) หรือ Lobular Carcinoma In Situ (LCIS) แต่เมื่อใดก็ตามที่เซลล์มะเร็งขยายตัวออกมาอยู่นอกท่อและกระเปราะนํ้านมเป็นก้อนมะเร็งจริงๆ เรียกว่า Invasive Ductal Carcinoma หรือ Invasive Lobular Carcinoma

ระยะของมะเร็งแบ่งตามขนาดและก้อนของนํ้าเหลืองที่กระจายอยู่

  • ระยะ 0 เป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ซึ่งยังไม่ลุกลามออกนอกท่อนํ้านม
  • ระยะ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามเข้าต่อมนํ้าเหลือง
  • ระยะ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตร ซึ่งอาจจะลุกลามไปยังต่อมนํ้าเหลืองบริเวณรักแร้หรือไม่ก็ได้ หรือมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และลุกลามเข้าต่อมนํ้าเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น
  • ระยะ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร และลุกลามเข้าต่อมนํ้าเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น
  • ระยะ 4 มะเร็งแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ๆ แล้ว

อาการของมะเร็งเต้านม ในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด แต่เมื่อก้อนโตขึ้นจะมีอาการดังต่อไปนี้ คลำพบก้อนที่เต้านมหรือใต้รักแร้ มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดเต้านม มีนํ้าไหลออกจากหัวนมหรือเจ็บ หัวนมถูกดึงรั้งเข้าในเต้านม ผิวที่เต้านมจะมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม จนกระทั่งกลายเป็นแผลให้เห็นจากภายนอก และมีกลิ่นเหม็น หากปล่อยทิ้งไว้จนถึงระยะนี้ การรักษาให้หายขาดนั้นเป็นไปได้อยาก ดังนั้น คุณผู้หญิงจะต้องหมั่นสังเกต และตรวจเต้านมด้วยตัวเองอยู่เป็นประจำ ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปี ขึ้นไป ก็ควรเริ่มตรวจเต้านมด้วยตัวเองได้แล้ว การตรวจคลำเต้านมนั้น ควรตรวจหลังจากประจำเดือนหมดไปแล้ว 7-10 วัน เพราะในช่วงก่อนหรือช่วงมีประจำเดือน เนื้อเต้านมจะค่อนข้างแน่น มีปุ่มนูนเยอะ ทำให้ตรวจยากขึ้น หากพบความผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ทันที

แพทย์จะทำการตรวจ 3 ขั้นตอน เรียกว่า Triple Test เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ชัดเจนและแม่นยำมากที่สุด ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เริ่มจากการซักประวัติ พร้อมกับตรวจคลำเต้านม การคลำเต้านมโดยแพทย์ถือเป็นส่วนที่ประกอบการตรวจด้วยแมมโมแกรมและอุลตร้าซาวด์ให้สมบูรณ์ เพราะบ่อยครั้งที่ข้อมูลที่ได้จากการคลำช่วยอธิบายสิ่งตรวจพบที่ได้จากแมมโมแกรมและอุลตร้าซาวด์ได้ ขั้นตอนที่
2 คือการส่งตรวจ Mammogram และ Ultrasound หากผลออกมายืนยันตรงกับขั้นตอนแรก ก็จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนที่ 3 คือ การเจาะเนื้อเพื่อส่งตรวจ

ปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งเต้านม ใช้วิธีการรักษาแบบผสมผสาน (Multi-Modalities) โดยทำการรักษาตามระยะอาการของโรค แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ

  1. การรักษาเฉพาะที่ คือ การผ่าตัด และการฉายแสง ในกรณีที่เป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น จะเริ่มการรักษาด้วยการผ่าตัดก่อน เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำให้หายขาดได้มากที่สุด ปัจจุบันสามารถผ่าตัดแบบเก็บเต้านมไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องตัดทิ้งทั้งเต้า และทำการตรวจ ต่อมนํ้าเหลืองว่ามีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังต่อมนํ้าเหลืองที่รักแร้ หรือไม่ ถ้าไม่มี ก็ไม่ต้องตัดต่อมนํ้าเหลืองออกเป็นจำนวนมาก หากมะเร็งเกินกว่า 5 ซม. หรือมีการกระจายไปต่อมนํ้าเหลืองหลายเม็ด ควรได้รับการฉายแสงร่วมด้วยภายหลังการผ่าตัด ปัจจุบันใช้เทคนิคการฉายแสงเฉพาะจุด จึงไม่เกิดผลกระทบกับเนื้อเยื่อส่วนอื่น
  2. การรักษาแบบทั่วทั้งตัว คือ การให้ยาหรือเรียกว่า เคมีบำบัด รวมถึงการให้ยาต้านฮอร์โมน และการรักษาแบบ Targeted Therapy ข้อบ่งชี้ของการให้ยาเคมีบำบัดคือ ก้อนมะเร็งโตเกิน 1 ซม. และมีการกระจายไปที่ต่อม นํ้าเหลือง ส่วนการให้ยาประเภทต้านฮอร์โมนสามารถให้ได้เฉพาะคนที่เซลล์มะเร็งมีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวกเท่านั้น ซึ่งคุณหมอจะทราบว่า ผู้ป่วยมีฮอร์โมนเป็นบวกหรือไม่ตั้งแต่ตอนเอาเซลล์มะเร็งไปตรวจ

เนื่องจากยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ว่าการเกิดโรคมะเร็งเต้านมมีสาเหตุมาจากอะไร แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้แก่

  • ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป สำหรับคนไทยในช่วงอายุที่พบการเป็นมะเร็งเต้านมมากที่สุดคือช่วง อายุ 45-55 ปี
  • ผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกมาเร็วกว่าอายุ 12 ปี และคนที่ประจำเดือนหมดช้ากว่าอายุ 55 ปีเนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนในการช่วยกระตุ้นเซลล์มะเร็ง ดังนั้นคนที่ประจำเดือนมาเร็ว และประจำเดือนหมดช้า จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจนมากกว่าคนทั่วไป
  • ผู้ที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน จากการทานยาคุมกำเนิดนานกว่า 10 ปี หรือผู้ที่ทานยาฮอร์โมนวัยทองติดต่อกันนานเกิน 5 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามทานยาพวกนี้ เพราะการทานยาพวกนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเราในด้านอื่นๆ เพียงแต่คนไหนที่จำเป็นต้องทานยาก็จะต้องพึงระวังไว้ว่ามันจะไปช่วยเพิ่มความเสี่ยง ก็ต้องหมั่นดูแลและควบคุมเป็นพิเศษ
  • ผู้ที่มีบุตรหลังอายุ 30 ปี รวมทั้งหญิงที่ไม่เคยมีบุตร จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้นเพราะการมีบุตร จะมีช่วงที่ร่างกายหยุดการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ดังนั้นคนที่ไม่มีบุตร ร่างกายจะไม่มีเวลาได้พักการรับฮอร์โมนเอสโตรเจนเลย
  • คนในครอบครัว มีประวัติการเป็นโรคมะเร็ง และหากครอบครัวไหนมีคนเป็นมะเร็งหลายๆ คน คือ 2-3 คน ขึ้นไป ควรต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อดูว่าควรจะต้องทำการตรวจหายีนที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งหรือไม่ ที่เรียกว่าการตรวจ BRCA1 & BRCA2 เนื่องจากอาจมียีนผิดปกติที่ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ได้ประมาณ 5% เพราะโดยปกติการเป็นมะเร็งจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในตัวมันเอง

มาดูแลตัวเองเพื่อช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมกันดีกว่านะคะ ควรรับประทานอาหารให้ถูกหลักอนามัยและครบทั้งห้าหมู่ ทานผัก และผลไม้ให้มาก ลดอาหารประเภทไขมัน และสัตว์เนื้อแดง อย่าทานอะไรซํ้าซาก หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ควรออกกำลังกายเป็นประจำและสมํ่าเสมอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค พยายามทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส่ และควรตรวจ
สุขภาพเป็นประจำทุกปี อาจารย์วิชัย ฝากถึงผู้อ่านทุกท่านว่า

“มะเร็งเต้านมไต่ขึ้นมาเป็นอับดับ 1 แล้ว ต้องช่วยกันดูแลตัวเองให้ดี มะเร็งเต้านมเป็น
โรคร้ายก็จริง แต่เราไม่ควรกลัวจนเกินไป อย่าทำชีวิตให้ยุ่งยาก ถึงขั้นทานอะไรไม่ได้เลย ขอให้รู้จักกิน รู้จักอยู่ และหมั่นตรวจเต้านมของคุณอย่างสมํ่าเสมอ หากสงสัยอะไรควรรีบมาพบคุณหมอทันที อย่าอายหมอ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง พบเร็วรักษาได้และมีโอกาสหายขาด
มาช่วยกันลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมกันดีกว่าครับ”

รศ.นพ.วิชัย วาสนสิริ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
คุณหมอคนเก่งของไอเกิลฉบับนี้ รศ.นพ.วิชัย วาสนสิริ ศัลยแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท จบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2526, ว.ว. ศัลยศาสตร์ รพ.พระมงกุฎเกล้า และ Research & Clinical Fellow in Surgical Oncology & Breast Cancer, Aberdeen University, Lincoln Country Hospital, UK ในปีพ.ศ. 2534 รวมทั้ง ว.ว.ศัลยศาสตร์มะเร็ง ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ ประเทศไทย ในปี 2548 อีกด้วย อาจารย์พูดคุย และให้ความรู้กับทีมงานด้วยความเป็นกันเองอย่างสนุกสนาน ทำให้โรคมะเร็งร้ายกลายเป็นเรื่องชิลๆ ไปเลยค่ะ นอกจากอาจารย์จะเก่งเรื่องการดูแลเต้านมแล้ว การดูแลภรรยาและครอบครัวก็ไม่เป็นสองรองใครนะคะ อาจารย์บอกว่าหากมีเวลาว่างก็จะพาครอบครัวไปเที่ยวเสมอๆ เลยล่ะค่ะ เรียกว่าทั้งงานราชและงานหลวง ไม่มีขาดตกบกพร่องค่ะ นอกจากนี้แล้วอาจารย์ ยังเป็นอุปนายกให้กับสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย อีกด้วย ใครมีปัญหาหนักอกเข้ามาพบและปรึกษาอาจารย์ได้เลยนะคะ


Keeping Your Best Breasts

The Thai lifestyle, especially for Bangkokians who are stressed out during the day and relief them by hanging out at night, can build up unwanted fats and cholesterol that can lead to myriads of diseases as people get older. Women should take better care and avoid unhealthy lifestyle that can lead to breast cancer, the number one cancer diagnosis in women.

Dr. Wichai, surgical oncologist at Samitivej Sukhumvit, shared his thoughts with Aiglê: “Breast cancer has replaced cervical cancer as the leading cancer in Thai women due to the facts that Thai women are becoming more westernized. Currently, 30 out of 100,000 women are diagnosed with breast cancer, but don’t worry. If you know how to take care of your breasts and change your lifestyle, you can be half way to victory.”

The cause of breast cancer is unclear, however, if the cancer is detected in the early stage (stage 0), there is a 98-99% chance that it can be cured. There are two main types of
breast cancer. When it occurs around the milk duct, it is known as Ductal Carcinoma In Situ (DCIS). If it occurs in the milk-producing area of the breast, it is known as Lobular Carcinoma

In Situ. If the cancer spreads beyond those area, it is then known as Invasive Ductal Carcinoma.
Cancer staging depends on the size and lymph node involvement.

  • Stage 0 – an early stage where the cancer is still confined within the area it came from.
  • Stage 1 – the cancer is less than 2 cm and has not spread to the lymph node.
  • Stage 2 – the cancer is 2 – 5 cm and it may or may not spread to the lymph nodes under the arm (axillary); or the cancer is less than 2 cm, but has spread to the axillary lymph node.
  • Stage 3 – the cancer is larger than 5 cm and has spread to the axillary lymph node, but not elsewhere.
  • Stage 4 – the cancer has spread to other organs in the body.

There is no obvious pain in the early stages of breast cancer. However, when it grows bigger, a woman may be able to detect the following changes. There may be clump on the
breast or under the arm pit. The size of the breast may change. There might be some discharge from the nipple or pain. The nipple may be pulled inside the breast. The skin may become rough looking like an orange peel and has some lesions. Therefore, Dr. Wichai recommends that women who are 25 years or older should start performing breast self-exam. The best time to do so is about 7 – 10 days after your period. This is because the time leading up to and during your period, the breasts become dense and it is more difficult to detect anything out of the ordinary.

If there is some abnormality, the doctor will perform the Triple Test for better diagnosis. Providing the physician with a family history will be helpful. First, the doctor will also perform the breast exam to pinpoint the area. Then, a mammogram or ultrasound will be done. Last, a biopsy will be taken to confirm.

Today, multimodality treatment is used to treat breast cancer based on disease occurrence.

  1. Local treatment. If the cancer is smaller than 2 cm, it can be successfully removed by surgery. Only the affected area can be removed to conserve the breast. The axillary lymph nodes will be checked for the presence of cancer cells. If the cancer is detected, then the lymph nodes will be removed. If the cancer is larger than 5 cm, radiation is usually used. Due to the advances in technology, no other tissue will be affected by radiation.
  2. Systemic treatment. Chemotherapy, hormone therapy and targeted therapy can be used to treat patients whose cancer has spread beyond the breasts. Hormone therapy will be given if the diagnosis showed that cancer cells are positive for hormone receptors. Although the cause of the breast cancer is unclear, some risks factors are known:
    • Women 40 years of age or older. Thai women between the age of 45 and 55 have the highest occurrence rate of breast cancer.
    • Women who started menstrual cycle early than 12 years old and entered menopause after 55 years old. Estrogen can induce cancer cells. Thus, women who have early or late menstrual cycle have more estrogen than normal.
    • Women who received estrogen from taking birth control pills for over 10 years or from menopausal hormone for over 5 years. This does not mean that women should not take hormones, but it is cautioned that it can be a risk factor.
    • Women who have children after 30 years of age or never had children. During pregnancy, the body will stop making estrogen so mothers get a break from it.
    • Family history of breast cancer. If there is a family history of more than 2 – 3 women with breast cancer, a woman should consult a physician. She can be screened for the genes BRCA1 and BRCA2. There is a 5% chance that the cancer is familial.

So ladies, it is time to take care of yourself and reduce the risk of breast cancer. It is quite easy. You can start today by eating healthy food and reducing fat and red meat. Don’t eat the same thing over and over again. Avoid risky habits such as drinking alcohol and smoking. Exercise regularly to help boost your immune system. Stay happy and get a regular check up.

Lastly, Dr. Wichai advised that we should not be afraid of cancer. “Don’t make life hard for yourself. If you have any concern, it is best to see a doctor as soon as possible. Don’t be shy or else it may be too late. The earlier you can detect cancer, the easier it is to cure.”