ใจนักเลง – Feature Story

Feature Story Published: Sep 2014

“เมื่อเธอเลือกอยู่กับเขา(ไขมัน) ตัวฉันคุกเข่าสั่นไหว ใจนักเลงถึงปวดร้าวเจียนตาย ปล่อยเธอไปตามใจเธอต้องการ” อย่าเชียวนะคะ อย่ามาทำเป็นใจนักเลง ปล่อยตัวเองตามใจ ปล่อยปละละเลยการดูแลสุขภาพ ใช้ชีวิตกันแบบไม่ยั้ง จัดไขมันเข้าร่างกันจนเพลิน จะทำให้หัวใจของเรานั้นปวดร้าวเจียนตายเหมือนในเพลงได้นะคะ เพราะวิถีการใช้ชีวิตของคนเราในปัจจุบัน ทำให้เป็นโรคนู่นโรคนี่กันได้แบบไม่รู้ตัว ทั้งเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือด รวมไปถึงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งนับวันจะมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น และในจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น กลับเป็นผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ

ไอเกิล ได้รับเกียรติจากนายแพทย์ประพนธ์ ดิษฐ์รุ่งโรจน์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ มาให้ความรู้เรื่อง “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ”

อาจารย์กล่าวว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบมักไม่มีอาการแสดงให้ทราบล่วงหน้า โดยสาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ซึ่งมีทั้งปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ และสามารถควบคุมได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้คือ

  1. เรื่องของอายุ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าไรก็มีโอกาสเกิดไขมันในผนังหลอดเลือดมากขึ้นเท่านั้น สำหรับในผู้หญิงที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป จึงทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากขึ้น
  2. พันธุกรรม หากใครมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ (หมายถึงครอบครัวสายตรง คือ พ่อ แม่ พี่ น้อง) ก็จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้มากกว่าคนที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้คือ

  1. การสูบบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงต่อหัวใจวายมากกว่าคนที่ไม่สูบถึงสองเท่า และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจอย่างกะทันหัน นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเป็นอันตรายต่อคนใกล้ชิด เพราะสารนิโคตินในบุหรี่ ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้น คาร์บอนมอนนอกไซด์ในควันบุหรี่จะเกาะติดกับฮีโมโกลบินในเลือดได้ง่ายกว่าออกซิเจน ดังนั้นหัวใจอาจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอกับความต้องการ นอกจากนี้ในบุหรี่ยังมีสารเคมีอีกหลายสิบ หลายร้อยตัว ซึ่งสารเคมีเหล่านี้อาจเป็นตัวก่อให้เกิดความเสียหายกับผนังหลอดเลือดได้
  2. โรคเบาหวาน คือความผิดปกติที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง หากมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานๆ อาจเป็นสาเหตุของการทำลายผนังภายในของหลอดเลือด และยังกระตุ้นให้มีคราบสะสมเกาะภายในผนังหลอดเลือดอีกด้วย
  3. ความดันโลหิตสูง เพราะความดันโลหิตสูงสามารถกระตุ้นให้กระบวนการการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือดเกิดได้เร็วขึ้น ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เนื่องจากต้องสูบฉีดโลหิตแรงขึ้นเพื่อจะส่งไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย
  4. โคเลสเตอรอลสูง ยิ่งมีระดับโคเลสโตรอลสูงมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้ไขมันไปเกาะผนังหลอดเลือดมากขึ้นเท่านั้น
  5. ความอ้วน หรือน้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น หากเทียบการทำกิจกรรมประเภทเดียวกัน หัวใจของคนที่มีน้ำหนักตัวมากจะทำงานหนักมากกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติไลฟ์สไตล์หรือการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ได้แก่
    - การนั่งอยู่กับโต๊ะทำงานตลอดทั้งวัน โดยไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
    - การรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลสูง
    - การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก และเป็นเวลานานมีส่วนทำให้ปริมาณไขมันในเลือดมีระดับสูง และอาจทำลายกล้ามเนื้อหัวใจ จึงเป็นการลดสมรรถภาพของหัวใจในการสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
    - ความเครียด หรือความคิดในเชิงลบจะมีผลต่อสุขภาพร่างกายในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดศีรษะ ปวดหัวไมเกรน หัวใจ ฯลฯ

อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีเพียงอาการเดียวที่เห็นเด่นชัด คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอก เมื่อมีการออกแรง เช่น การยกของหนัก การออกกำลังกาย ซึ่งเมื่อมีอาการนี้แสดงออกมานั่นอาจหมายถึงหลอดเลือดหัวใจของคุณได้ตีบตันไปเสียแล้วก็ได้

หัวใจต้องการออกซิเจนเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย เพื่อที่จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลอดเลือดหัวใจ (Coronary arteries) คือเส้นทางในการนำโลหิตที่เต็มไปด้วยออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ โดยปกติแล้วผนังภายในหลอดเลือดหัวใจจะมีลักษณะเรียบ แต่หากมีการสะสมของไขมันหรือตะกอนอื่นๆ เมื่อมากๆ เข้า ก็จะทำให้หลอดเลือดตีบ ขัดขวางการไหลของเลือด ซึ่งนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพที่ร้ายแรง เช่น อาการเจ็บที่หัวใจอย่างรุนแรง หรือหัวใจวายได้

หากเปรียบเทียบหลอดเลือดคือเส้นทางการจราจร หลอดเลือดที่ปกติ คือ ถนนที่มี 8 เลน ไขมันที่สะสมคือสิ่งกีดขวาง จากถนนที่มี 8 เลน วิ่งๆ ไปจู่ๆ ก็มีสิ่งกีดขวางทำให้ถนนเหลือแค่ 2 เลน รถก็ติดเคลื่อนตัวไปได้ช้า รถเปรียบเสมือนเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ส่งออกซิเจนไปสู่เนื้อเยื่อจุดหมายปลายทาง หากมีสิ่งกีดขวาง ก็ทำให้ออกซิเจนไปสู่จุดหมายปลายทางได้ช้า ยิ่งชั่วโมงเร่งด่วน รถยิ่งติดมาก หากรถยังคงติดอยู่บนถนน แต่ ปลายทางหรือหัวใจต้องการความช่วยเหลือ ต้องการออกซิเจนอยู่ แต่ต้นทางส่งไปไม่ได้ ไปไม่ทันเวลา กล้ามเนื้อหัวใจก็ขาดออกซิเจน ทำให้เกิดความเจ็บปวด จึงแสดงออกมาที่ร่างกาย คือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกนั่นเอง

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมักไม่ค่อยมีอาการแสดงเตือนให้เห็น สิ่งที่ควรทำคือตรวจร่างกายเป็นประจำ หากพบความเสี่ยงจะได้ส่งต่อเพื่อหาสาเหตุและรักษาได้ทันท่วงที เริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจกราฟหัวใจ เอกซเรย์ปอด หากไม่พบอาการเสี่ยง คุณหมอก็จะแนะนำให้ไปปรับไลฟ์สไตล์ (Lifestyle modification) เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงยาวนานยิ่งขึ้น
แต่หากมีอาการก็ต้องมาตรวจหัวใจเพิ่มเติม โดยการวิ่งสายพาน อัลตร้าซาวน์ และหากยังอยู่ในเกณฑ์ที่สงสัยว่าจะมีหลอดเลือดหัวใจตีบ คุณหมอจะทำการสวนสีหัวใจเพื่อหารอยโรค

การสวนหัวใจ
การสวนหัวใจ คือ การฉีดสารทึบรังสีดูช่องทางเดินของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถประเมินได้ว่า หลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบ ตัน บ้างหรือไม่ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงเพียงใด ลิ้นหัวใจเปิดปิดได้ดีเพียงใด อีกทั้งยังสามารถวัดความดันภายในหัวใจและส่วนต่างๆ ของหัวใจได้ด้วย สามารถทำได้ 2 วิธีคือ การสวนหัวใจผ่านทางขาหนีบ (Femoral Artery) และสวนหัวใจผ่านทางข้อมือ (Radial Artery) โดยแต่ละวิธีขึ้นอยู่กับความชำนาญและความถนัดของแพทย์

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
เมื่อทำการสวนสีหัวใจดูแล้ว หากพบว่าหลอดเลือดตีบหรือตันตรงไหน ก็จะทำการรักษาโดยการทำบอลลูนเพื่อขยายหลอดเลือด การทำบอลลูนก็เหมือนกับการทำความสะอาดถนน ขจัดสิ่งกีดขวางออกไป จากถนนที่มีสิ่งกีดขวางเหลือ 2 เลนแคบๆ ก็ขยายเป็น 4 เลน 8 เลนได้เหมือนเดิม

การทำบอลลูน คือ การใส่ขดลวดเพื่อถ่างหรือดันไขมันสะสมที่มาขวางทางเดินของหลอดเลือดอยู่ ทำให้หลอดเลือดที่ตีบตันโล่งขึ้น เลือดสามารถไหลผ่านได้สะดวกยิ่งขึ้น

ในสมัยก่อนเมื่อใส่ขดลวดเข้าไประยะหนึ่ง เมื่อหลอดเลือดขยายตัวกลับคงสภาพเดิมแล้ว ก็จะทำการนำขดลวดออก แต่ปัญหาคือเมื่อนำขดลวดออกแล้วทำให้หลอดเลือดหดตัวกลับไปตีบเหมือนเดิม จึงได้มีการพัฒนาตัวขดหลวดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถใส่ไว้ในหลอดเลือดได้โดยไม่ต้องเอาออก แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ กลับเกิดพังผืดไปเกาะบริเวณรอบๆ ขดลวดทำให้หลอดเลือดกลับไปตีบตันอีก หรือตีบตันมากขึ้น จึงมีการพัฒนาขดลวดไปอีกระดับโดยการเคลือบยาป้องกันไม่ให้มีพังผืดมาเกาะ ทำให้หลอดเลือดคงสภาพได้ดีเหมือนเดิม โอกาสกลับมาตีบตันน้อย

ในการรักษาโรคต่างๆ เป้าหมายสูงสุดคือ การทำให้ผู้ป่วยกลับมาสู่สภาพปกติมากที่สุด ให้ร่างกายกลับไปเป็นเหมือนเดิมมากที่สุด ไม่อยากให้มีสิ่งแปลกปลอมหลงเหลืออยู่ในร่างกาย ล่าสุดจึงมีการพัฒนาขดลวดที่สามารถย่อยสลายได้เอง แต่ตัวขดลวดจะมีความอ่อนกว่าปกติ หากเจอผนังหลอดเลือดที่หนาๆ ก็จะไม่สามารถใส่ขดลวดนี้ได้ ขดลวดแบบย่อยสลายได้เอง จึงเหมาะกับรอยโรคที่ไม่แข็งตัวมาก และความยาวของการตีบตันไม่มาก ซึ่งจะสลายไปเองภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี หลอดเลือดก็จะกลับมาสู่สภาพปกติเหมือนเดิม

ถึงแม้เทคโนโลยีทางการแพทย์ จะมีการพัฒนากันอย่างไม่หยุดยั้ง ช่วยให้สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ง่ายและดียิ่งขึ้น แต่หากผู้ป่วยไม่ดูแลตัวเอง ทานตามใจฉัน จัดไขมันเข้าร่างกันเหมือนเดิม ต่อให้เทคโนโลยีล้ำขนาดไหน หลอดเลือดหัวใจก็มีโอกาสกลับไปตีบตันได้เหมือนเดิมนะคะ
อาจารย์จึงฝากย้ำนักย้ำหนาค่ะว่า “ไม่ใช่เฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบเท่านั้น แต่กับโรคต่างๆ ก็เหมือนกันไม่ว่าจะเป็น โรคความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือด ฯลฯ ล้วนมาจากการใช้ชีวิตอย่างประมาททั้งสิ้น กิน ดื่ม เที่ยว นี่มีเวลา แต่การออกกำลังกายกลับอ้างว่าไม่มีเวลา กินเข้าไปแต่ไม่ได้นำออกมา โรคต่างๆ จะถามหากันได้ง่ายๆ อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ งดหวาน มัน เค็ม ใครที่น้ำหนักเกิน ก็ควรลดน้ำหนัก ยิ่งสำหรับคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยแล้ว ถึงแม้จะใส่บอลลูน ขยายหลอดเลือดให้กลับไปเป็นปกติแล้วก็ตาม แต่หากใช้ชีวิตแบบเดิมก็อาจกลับมาตีบตันได้ การใส่บอลลูนในหลอดเลือดหัวใจก็เหมือนกับการซ่อมรถ ซ่อมแล้วก็ต้องหมั่นบำรุงรักษา ไม่เช่นนั้นมันก็จะกลับไปพังเหมือนเดิมนะครับ”

Jai Nakleng
The lyrics from the song “Jai Nakleng” by Off Pongpat reminds us that we should not let our heart be without paying attention to it. If we live in the fast lane and pack up fat in our body, our heart will be aching like in the song. Our lifestyle begs for a visit from various ailments such as diabetes, hypertension as well as cardiovascular disease. There are more patients and they are becoming younger and younger group.

Dr. Prapon Ditrungroj, cardiologist at Samitivej Srinakarin Hospital, graced us with his presence to share his knowledge of cardiovascular disease, which affects most people without any warning. However, we can identify the risk factors:
Uncontrollable Risk Factors:

  1. Age is beyond borders for everyone. We do not only collect the years, but we gain fat in our blood vessels as a bonus. For women over the age of 55 and men over the age of 45, the risk of cardiovascular disease increases.
  2. Heredity. If a person has a family history of cardiovascular disease (meaning immediate family members like mother, father or siblings), the risk of cardiovascular disease is higher than someone who does not have a family history.

Controllable Risk Factors:

  1. Smoking. Smokers have two-fold increase risk of having a heart attack than non-smokers. The risk is also extended to their family through secondhand-smoking. This is because nicotine in cigarettes make the heart works much harder by increasing the heart beat rate and the blood pressure. Carbon monoxide in the smoke binds to hemoglobin in our blood cells with more ease than oxygen. So the heart does not get as much oxygen as it needs. Furthermore, cigarettes also contain hundreds of other chemicals that will damage our blood vessels.
  2. Diabetes is a condition which the blood sugar level is higher than normal. If the blood sugar level is high for a long time, it can cause damage to the blood vessels as well. It can also stimulate plaque buildup along vessel wall.
  3. Hypertension will stimulate fat collection along the blood vessel walls. This puts more pressure on the heart to work harder to send enough blood throughout the body.
  4. High blood cholesterol also contributes to buildup along the blood vessel walls.
  5. Obesity causes the heart to work over time. When doing the same activity, the heart in an obese person will be working harder than the heart in someone who is in the normal weight range.
  6. Lifestyle including
    a. Tendency to sit at the desk all day long without any movement will increase the risk of cardiovascular disease;
    b. Eating fast-food or food with high fat and cholesterol content;
    c. Stress or negative thinking affects our health in many ways including migraine, headache, or heart rate.

Signs of Ischemic Heart Disease
The single obvious sign of ischemic heart disease is chest pain during exertive exercise, like lifting heavy objects or exercise. If you start experiencing chest pain, you may be having signs of ischemic heart disease.

The heart wants as much oxygen as any other bodily organs so that it can work efficiently. The coronary arteries are the vessels that carry blood full of oxygen to the heart muscles. Normally, the blood vessel walls are smooth, but as fat and plaques collect along the walls, they become clogged and block blood flow, thereby causing deadly problems such as acute chest pains or a heart attack.

If we compare the blood vessels to motorways, a normal blood vessel is comparable to an 8-lane highway and the fat accumulations are obstacles. If an 8-lane highway gets reduced down to 2 lanes, then, we are experiencing a traffic jam. Red blood cells are like delivery trucks that need to send oxygen to the tissue at the end of the road. If there is a road block, then oxygen gets there slower. The organs still need oxygen, but if it cannot get there in time, then symptoms begin to develop. If it is the heart, it cries out as a chest pain.

Diagnosis of Cardiovascular Disease
Because there are no warning signs, the best that anyone can do is to get a regular check up. If there are risk indicators, then we can begin by getting a complete medical history, physical exam, echocardiograph, and chest x-ray. A stress test may also be ordered and if there is still any indication, then a cardiac catheterization may be necessary. If there are not signs, the doctor may recommend a lifestyle modification to keep you healthy longer.

Cardiac Catheterization
A cardiac catheterization is a procedure in which a dye is injected into the coronary artery to help physicians visualize the heart and its blood vessels. It can be used to determine if the blood vessel is clogged, the health of the heart muscle, and the heart valves. It can also measure the pressure within the heart. Cardiac catheterization can be performed through the femoral artery, which is located in the thigh, or through the radial artery, which is located in the wrist.

Treatment of Cardiovascular Disease
Once cardiac catheterization has been performed to assess the extent of the clog, then treatment can be performed with a balloon to enlarge the blood vessel. A balloon is like street cleaning to remove all the debris in the roadway. It can clear the road to turn it back to a 4-lane or 8-lane highway again.

A balloon is just an insertion of a tube to enlarge or push the plaque out of the way so that blood can flow freely. Before, the blood vessel could expand back to its original state and the tube were removed. However, the ensuing problem was that the blood vessel retracted back again. New catheters were developed to be more efficient. They could be left inside without needing to be removed. As time goes by, plaque or fibrosis begins to surround the catheter and the clog comes back. So nowadays, catheters are coated with a drug to prevent fibrosis to keep the blood vessels in shape and a lower chance of clogging again.

The treatment goal is to make patients return to their normal function with no foreign object in their body. The latest development for catheters is their ability to biodegrade. However, these catheters are softer and cannot be used on thick blood vessels. These catheters are more suitable for places where the plaque is not too hard and not too long. They will be dissolved within a year and the blood vessel returns back to normal.

Although medical technology continues to produce amazing tools to help doctors fight diseases, success may not be long-lived if patients do not take care of themselves. No matter how good the technology is, the clog can come back again.

Dr. Prapon reiterates that “it’s not only cardiovascular disease that comes from our lifestyle of excess, but others such as hypertension and diabetes as well. We eat, drink, and be merry, but we never make time for exercise. That’s why all these undesirable diseases are knocking on our doors. Everyone should try to take care of his/herself. Exercise regularly, eat healthy meals, reduce sweets, salts and fat. If anyone is overweight, try to control it back down, especially if you have cardiovascular disease. Although a balloon catheter can enlarge your blood vessels back to normal, but it’s like maintaining your car. Once you fix it, you need to keep an eye on it to make sure that it is not broken again.”