ต่อสู้มะเร็งลำไส้ ตอน เจาะลึกมะเร็งลำไส้ใหญ่

Feature Story Special Feature Story Published: Mar 2015

ถ้าใครรู้ว่าตัวเอง คุณพ่อคุณแม่หรือคนในครอบครัวเข้าข่ายมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็ต้องมาเจาะลึก ทำความรู้จักกับเจ้ามะเร็งลำไส้ใหญ่ให้มากขึ้น จะได้รับมือได้ก่อนใคร Go Blue. Stop Colon Cancer ขอเจาะลึกโรคร้าย โดยได้รับเกียรติอย่างสูงจาก รศ.นพ.สมชาย ลีลากุศลวงศ์ ผู้อำนวยการ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสถาบันโรคตับ และระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มาร่วมไขข้อสงสัย

มะเร็งลำไส้ใหญ่ เกิดจากการพัฒนาของเซลล์ในลำไส้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่แล้วพบว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่จะเริ่มต้นจากติ่งเนื้อ (Polyp) และเมื่อเวลาผ่านไป ติ่งเนื้อนี้อาจกลายเป็นมะเร็งได้ พบบ่อยในคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่อายุน้อยกว่า 50 ปี จะไม่มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ใครที่มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

คนที่ในครอบครัวมีประวัติการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือกลุ่มคนที่มีโรคบางโรคที่จะไปเพิ่มโอกาสเสี่ยง เช่น คนที่มีติ่งเนื้อโดยเฉพาะในลำไส้ใหญ่ คนที่เป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (แต่ในประเทศไทยเรายังพบได้น้อย) โรคอ้วนรวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่น รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงมากเกินไป ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ซึ่งในบางครั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาจไม่มีอาการผิดปกติบ่งชี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่ หรือบางครั้งอาการที่พบก็อาจคล้ายกับอาการของโรคอื่นๆเพราะฉะนั้นหากคุณมีสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

อาการเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่

1. ถ่ายอุจจาระปนมูกเลือด

2. คลำพบก้อนในช่องท้อง

3. นํ้าหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

4. มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย ท้องผูกสลับท้องเสีย หรือจากเดิมที่เป็นคนถ่ายปกติ แล้วกลาย

    มาเป็นท้องเสีย หรือท้องผูก

5. ปวดท้องเรื้อรัง โดยเฉพาะบริเวณท้องน้อย

6. อุจจาระลำเล็กลง ยาวเรียวผิดปกติ

7. อ่อนเพลีย ซีดจาง

ระยะของมะเร็งลำไส้ใหญ่

ระยะการเกิดโรคของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็เหมือนกับระยะของโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ โดยแบ่งเป็น 4 ระยะคือ ระยะแรกเป็นก้อนหรือติ่งเนื้ออยู่ที่บริเวณผิวของผนังลำไส้ใหญ่ ระยะที่สอง เริ่มกินเข้าไปในผนังลำไส้ใหญ่ ระยะที่สาม เริ่มลุกลามไปยังต่อมนํ้าเหลือง ระยะที่สี่ แพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ปอด และสมอง

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

หากเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกและมีขนาดไม่เกิน 3 ซม. อาจให้การรักษาด้วยวิธีการส่องกล้อง

แต่หากเป็นในระยะท้ายๆ ก็จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ใช้เคมีบำบัด หรือฉายแสง ซึ่งก็คล้ายๆ กับวิธีการรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ แต่โชคดีที่มะเร็งลำไส้ใหญ่ มักมีการตอบสนองต่อการรักษาที่ดีกว่ามะเร็งชนิดอื่น

ทำอย่างไรให้ห่างไกลมะเร็งลำไส้ใหญ่

รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ทานผักและผลไม้ให้มากๆ ลดอาหารประเภทไขมันและสัตว์เนื้อแดง ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ถามว่าอาหารฟาสต์ฟู้ดทานได้ไหมก็ไม่ใช่ว่าจะทานไม่ได้เลย แต่เราควรเน้นเลือกทานในกลุ่มผัก อย่าไปเน้นที่กลุ่มเนื้อแดงมากนัก สำหรับอาหารประเภทหมักดอง ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่ามีผลต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่แต่ก็เป็นอาหารที่มีคุณค่าน้อย หากหลีกเลี่ยงไม่รับประทานได้ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

การป้องกันอีกอย่างที่สำคัญ คือการตรวจสุขภาพประจำปี และความโชคดีของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มะเร็งชนิดอื่นไม่มี คือ การตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องสามารถตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาได้ในคราวเดียวกัน หากคุณทำการส่องกล้องแล้วพบว่ามีติ่งเนื้อก็สามารถตัดออกได้เลย แล้วนำติ่งเนื้อนั้นไปตรวจเพื่อยืนยัน ซึ่งถ้าเป็นมะเร็งในระยะแรก อาจให้การรักษาด้วยการส่องกล้องรักษาก็เพียงพอในบางราย

สำหรับประเทศในแถบยุโรป และประเทศที่มีสถิติผู้ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากที่สุด อย่างสหรัฐอเมริกา จึงมีโปรแกรมการส่องกล้อง ในคนที่อายุ 50 ปี โดยไม่ต้องรอ ให้มีอาการ และหากคนที่มีประวัติในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แนะนำให้เอาอายุของคนที่เป็นมะเร็งในเครือญาติที่ใกล้ชิดกันลบด้วย 10

เช่น หาก คุณพ่อเป็นตอนอายุ 40 ลบออกด้วย 10 จะเหลือ 30 เพราะฉะนั้นลูกควรทำการส่องกล้องเมื่อมีอายุ 30 ปี โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ เพราะถือว่ามีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติ

“ปัจจุบันเรามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น ดังนั้นต้องหมั่นดูแลและสังเกตตัวเอง ไม่ว่าจะใส่ใจเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย ระวังภาวะโรคอ้วน มีอาการปวดท้อง เรื้อรังหรือไม่ ถ่ายผิดปกติไปจากเดิมหรือเปล่า มีเลือดปนมากับอุจจาระหรือไม่บางคนนั่งห้องนํ้าก็ไม่ได้สังเกตของตัวเอง อาจจะรู้สึกว่าน่าเกลียดหรือเปล่า แต่เป็นอุจจาระของเราเอง หมอขอแนะนำว่าควรดูซะหน่อยก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสีย

หายนะครับ จะได้รู้ว่าของที่ออกมาจากร่างกายของเรามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่าไม่ใช่แค่เฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่สำหรับมะเร็งทุกชนิดหมออยากพบคนไข้ที่เป็นมะเร็งในระยะเริ่มแรก เพราะมีโอกาสรักษาได้หายและคนไข้มีชีวิตยืนยาวได้มากกว่าคนไข้ที่เป็นมะเร็งระยะท้ายๆ ตัวมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งที่แตกต่างจากมะเร็งชนิดอื่นที่สามารถตรวจคัดกรองได้ ดังนั้นคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แล้วสามารถเข้ากลุ่มคัดครองได้ ด้วยการตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด อุจจาระรวมไปถึงการส่องกล้อง ก็ควรจะพิจารณาการคัดกรองโรคนี้โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ หรือแม้บางคนที่อายุไม่ถึง 50 แต่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ควรจะเข้ารับการตรวจคัดกรองเลยนะครับ เรามาช่วยกัน Go Blue. Stop Colon Cancer ให้ได้อย่างที่หลายๆ ประเทศเค้าทำกันมาแล้วเถอะครับ”

 

Fighting for Your Health

Colorectal cancer is a silent killer that affects people of all ages and sexes. Its causes are still unclear. So how do we know if we are at risk? In this special edition of Go Blue. Stop Colon Cancer, Dr. Theera Pirachvisuth, senior director and medical specialist at Samitivej Sukhumvit Hospital shares his expertise with our dear readers on risks of getting colorectal cancer.

Dr. Theera tells Aigle that colorectal cancer is responsible for more deaths each year around the globe. In Thailand, there are more and more patients who are diagnosed with colorectal cancer. The good news about this devastating disease is that we can find some sort of precancerous lesions in more than 90% of the cases prior to cancer diagnosis. These lesions

include polyps or adenomas that are tell-tale signs that they will become cancerous in the future. If we can find them early enough, we can remove them before they turn nasty.

That is the reason why colonoscopy is performed worldwide to nip the problem in the bud. If there is a polyp, then the lesion can be removed and sent for pathological examination. If the results show that it is cancerous, chances are high that it is still in the early stage and can still be cured. Healthcare professionals in Europe and the United States realize that an endoscopy procedure is worthwhile because it can decrease the rate of mortality from colorectal cancer. Therefore, it is recommended that everyone over the age of 50 should get a colonoscopy, which has now become

the standard practice for early detection and prevention of colorectal cancer.

Now, it does not mean that everyone needs to wait until he/she is 50 years old to experience their first colonoscopy. If a person does not have any risk factor, then it is generally recommended that he/she can wait until they reach the milestone. However, if a person has risk factors, such as type II diabetes which is insulin-resistant, they may have higher level of insulin in their body. Insulin is a type of growth factor which stimulates the growth of cells and tissues. This means that polyps can potentially grow faster and develop into cancer faster as well. Therefore, if a patient has type

II diabetes, he/she may have a higher risk of colorectal at a faster rate than other patients.

Another group that is at risk is those patients who suffer from nonalcoholic fatty liver disease or NAFLD. These patients have 1.6 – 1.8 times shorter lifespan than normal healthy people. They may develop chronic liver disease, cirrhosis and liver cancer. Statistically, only 14 out of 100 patients will succumb to liver disease. And what happen to the other 86%? It turns out that they

succumb mostly to heart disease followed by other types of cancer. Collectively, NAFLD, high cholesterol, hypertension and type II diabetes are associated with insulin resistant and are known as metabolic syndrome.

A recent study followed more than 1,200 patients to assess the occurrence of colorectal cancer by colonoscopy. The researchers have split the patients into two groups: one group with fatty liver and another without any evidence of fatty liver. The results showed that patients of both sexes who have fatty liver disease have a higher chance of developing adenomas or precancerous

lesions than the other group. The study confirmed that these phenomena increase the chance of colon cancer. So if someone discovered that he/she has fatty liver or type II insulin-resistant diabetes during routine health check-up, he/she should follow up with colonoscopy. If there is no

polyp present, then he/she can wait around 5 – 10 years before another colonoscopy. If there are polyps that are less than 1 centimeter in size present, the doctor may recommend another colonoscopy within 3 – 5 years. But if they are larger than 1 centimeter, then the patient should be followed up within 1 – 3 years. However, if a patient is insulin-resistant, then the procedure needs to be performed more often, depending on the person’s risk factors.

March is colon cancer awareness month and although Dr.Theera specializes in liver diseases, he will recommend any patient who has fatty liver to get a colonoscopy to rule out colon cancer. Patients need not wonder why a liver specialist is sending them for a colon procedure: there are always to sides to every coin and our body can have different types of disorder as well. Today’s doctors must take care of their patients holistically.

Tags: , , ,