หน้าต่างของหัวใจ – The Windows To Your Soul!

Dr.Carebear Cares Published: Sep 2014

ทำไมเวลากลัวหรือตกใจ เราต้องเบิกตาโพลง หรือ เวลาเราไม่ชอบอะไรแล้ว เราจะจิกตามองสิ่งนั้น บางครั้งแม้เราจะไม่แสดงอารมณ์ออกที่หน้า หรือ คำพูด แต่เราจะไม่สามารถบังคับตาเราได้เลย

ถ้าพูดแบบนักประพันธ์ คงต้องบอกว่าเพราะดวงตาคือหน้าต่างแห่งหัวใจ คิดอะไร รู้สึกอย่างไร จะออกมาทางสีหน้าสีตาหมดเลย แต่ถ้าพูดตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การแสดงออกทางสีหน้าสีตาของเราเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาโดยอัตโนมัติในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม ตาเราเบิกโพลง เวลากลัวเพราะร่างกายป้องกันตัวโดยการขยายการเห็นเพื่อให้เห็นสิ่งรอบตัวได้มากขึ้น พอโกรธแล้วตาเขม่นหรี่ลงบล็อกแสง เพื่อโฟกัสจิกไปที่สิ่งที่เกลียด แต่ที่สำคัญที่สุดแล้วคือ ดวงตาช่วยให้เรามองเห็นโลกที่สวยงามและเพิ่มความหมายให้กับชีวิตประจำวันของเรา

บ่อยครั้งที่เราดูแลรูปลักษณ์ภายนอกของเราให้ดูสวยงาม แต่งหน้าทาปาก สาระพัด ตาก็ประโคม eye liner, eye shadow, eye cream เยอะแยะไปหมด ยิ่งวัยรุ่นยิ่งต้องใส่ contact เลนส์ big eye หรือเป็นสีโน้นสีนี้ ให้ดูน่าสนใจ แต่มันเป็นการบำรุงปรุงแต่งภายนอกทั้งนั้นเลย แล้วภายในล่ะ เราเคยคิดที่จะบำรุงบ้างไหม?
ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมาก ดังนั้นการดูแลรักษาดวงตาให้มีสุขภาพดี และทำให้มีการมองเห็นที่ชัดเจน จะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ลองทำตามเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้เพื่อดูแลสุขภาพตาของคุณก่อนที่จะสายเกินไป

  1. พบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจตาอย่างละเอียด คุณอาจจะคิดว่าสายตาของคุณเป็นปกติไม่มีปัญหาเรื่องการมองเห็น แต่การไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจโดยละเอียดก็จะช่วยทำให้แน่ใจได้ว่าไม่มี ปัญหาจริง ๆ เนื่องจากโรคตาบางชนิด เช่นต้อหิน วุ้นในตาเสื่อม อาจจะเกิดขึ้น โดยที่ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า แต่สามารถตรวจพบได้โดยการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ ในบางครั้งแพทย์จะทำการขยายม่านตา โดยให้ยาหยอดตา ทำให้สามารถตรวจได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น
  2. โรคตาจากกรรมพันธุ์ หากญาติของคุณมีโรคตา เป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องรู้ด้วยว่าใครเป็นโรคตาอะไร เนื่องจากโรคตาบางชนิดสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากมีประวัติในครอบครัว คุณก็จะมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น และควรทำการตรวจอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป
  3. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา คุณอาจจะเคยได้ยินว่าการรับประทานแครอทจะมีประโยชน์ต่อสายตา แต่นอกเหนือไปจากแครอท การรับประทานอาหารประเภทผักใบเขียว ซึ่งมีสารจำพวกลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) จะสามารถช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม หรืออาหารประเภทเบอร์รี โดยเฉพาะสีน้ำเงิน-ม่วงเข้ม ซึ่งจะมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ช่วยป้องกันโรคตาบอดกลางคืนได้ และผลไม้ก็สามารถช่วยทำให้ตาของคุณมีสุขภาพที่ดีได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่า การรับประทานอาหารที่มี Omega-3 สูง เช่นปลาแซลมอน ปลาทูน่า ก็จะสามารถช่วยบำรุงสายตาได้ดีด้วย
  4. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ในคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปจะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเบาหวาน และโรคอื่น ๆ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความผิดปกติของดวงตาได้ เช่นโรคตาจากเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักให้ดีก็เป็นประโยชน์ต่อดวงตาเช่นกัน
  5. สวมแว่นเพื่อป้องกันดวงตา โดยเฉพาะเวลาที่เล่นกีฬาหรือมีกิจกรรมที่อาจจะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุต่อดวงตา เช่นการเล่นกีฬาบางอย่าง การทำงานเฟอร์นิเจอร์ ส่วนใหญ่แว่นประเภทนี้จะทำมาจาก polycarbonate ซึ่งมีความแข็งแรงกว่าพลาสติกประมาณ 10 เท่า
  6. งด สูบบุหรี่ นอกจากบุหรี่จะเป็นอันตรายต่อหัวใจ เส้นเลือด และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งแล้ว บุหรี่ยังเพิ่มความเสี่นงต่อการเกิดโรควุ้นในตาเสื่อม ต้อกระจก และการทำลายเส้นประสาทตาอีกด้วย ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดตาบอดได้
  7. สวมแว่นกันแดดเพื่อเป็นการป้องกันรังสี UV เวลาเลือกซื้อพยายามเลือกที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UV-A และ UV-B ได้ 99-100% ทั้งนี้การสวมแว่นกันแดดที่ได้มาตรฐานจะสามารถช่วยป้องกันริ้วรอยรอบดวงตา และโรคต้อกระจกได้
  8. พักสายตา ถ้าคุณใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ หรือใช้สายตาเพ่งมากเกินไป บางครั้ง การกระพริบตาจะน้อยลงโดยที่คุณไม่รู้ตัว และทำให้กล้ามเนื้อตาล้า และตาแห้งได้ พยายามใช้กฏ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที มองไปไกล 20 ฟุต ประมาณ 20 วินาที เพื่อเป็นการพักสายตา และป้องกันสายตาล้า ปวดตาได้ นอกจากนี้ควรปรับปริมาณแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน ไม่ให้สว่างจนเกินไป
  9. ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ หากต้องใช้คอนแทคเลนส์ ควรเรียนรู้และฝึกฝนที่จะใช้ให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  10. ล้างตาด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำยาล้างตา เมื่อเกิดอาการระคายเคืองดวงตาจากฝุ่นผง โดยใช้วิธีกรอกตาไปมาในน้ำ ไม่ควรขยี้ตา หรือใช้ยาหยอดตาบ่อย ๆ โดยไม่จำเป็น กรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาอย่าไปหยิบยืมใคร เพราะอาจติดเชื้อโรคได้ง่าย และเมื่อเปิดใช้แล้วให้ปิดฝาให้สนิท ไม่ควรใช้ยาหยอดตาที่เปิดใช้แล้วเกิน 1 เดือน เพราะอาจเกิดการปนเปื้อนได้
  11. ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์เกินวันละ 8-12 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดโรคกระจกตาบวม เมื่อกลับมาถึงบ้านควรเปลี่ยนมาใส่แว่นสายตาแทน พยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลมเป่า และดื่มน้ำปริมาณมากๆ จะสามารถลดอาการตาบวมได้ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนน้อยจะทำให้เส้นเลือดบริเวณตาขาวปรากฏชัดเจน มองแล้วไม่สวยงาม
  12. เลือกใช้เครื่องสำอางค์ ที่แน่ใจแล้วว่าไม่แพ้ โดยเฉพาะอายแชโดว์ และมาสคาร่า ควรเช็ดออกด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางรอบดวงตา หรือปิโตรเลียมเจล ซึ่งนอกจากจะชำระได้หมดจดแล้ว ยังเป็นการบำรุงขนตาให้แข็งแรงไปในตัวด้วย

ถ้าเราดูแลดวงตาเราให้สดใสอย่างอย่างสม่ำเสมอแล้วล่ะก็บิ๊กอายส์ก็บิ๊กอายส์เถอะ สู้ตาธรรมชาติที่เป็นหน้าต่างของหัวใจไม่ได้หรอกครับ