เป็นไปได้ยังไง นี่ฉันเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือนี่…

Interview Published: Mar 2016

เสียงอุทานของคุณประภัสรา ยังชนะ ซึ่งสละเวลามาเล่าประสบการณ์ให้เราฟังว่า ตนเองเป็นคนที่ค่อนข้างดูแลสุขภาพ เริ่มตรวจสุขภาพเป็นประจำปีทุกปี มาตั้งแต่อายุ 40 จนมาถึงอายุ 50 ปี ตรวจสุขภาพช้าไปปีครึ่ง มาตรวจเอาตอนอายุ 51 ปี “ตอนที่ไปตรวจก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะที่ผ่านมาก็แข็งแรงดีมาโดยตลอด”

          แต่ผลที่ออกมาคุณประภัสราบอกว่า ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก คุณหมอที่ตรวจสุขภาพบอกว่าค่า CEA มันสูงผิดปกติ เลยส่งมาให้อาจารย์ธวัชช่วยดูต่อ อาจารย์ให้ทำการส่องกล้องตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผลที่ออกมานั้นทำให้ต้องเสียใจเป็นอย่างมาก “เป็นไปได้ยังไง นี่ฉันเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือนี่” เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะไอ้เจ้ามะเร็งเริ่มลุกลามออกนอกลำไส้ใหญ่ไปแล้ว อาจารย์จึงส่งไปทำ Pet Scan เพื่อตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้งว่า มะเร็งกระจายไปตรงไหนบ้าง ปรากฏว่ากระจายไปอยู่ที่ตับอีก 2 จุด “มันเหมือนมีค้อนมาทุบลงตรงกลางใจ บอกไม่ถูก จุกไปหมด ทำใจไม่ได้ เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมากเลยค่ะ เพียงแค่ปีครึ่งจากที่เราตรวจสุขภาพช้าไป กลับทำให้เราต้องมาเจอมะเร็งในระยะที่ 4  ซึ่งไม่มีอาการอะไรให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

          คุณประภัสราเล่าต่อว่า ถึงแม้จะเสียใจ เสียขวัญกับได้รู้ข่าวว่าเป็นมะเร็ง แต่คุณประภัสราก็ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยนาน ไม่มานั่งโอดครวญ ว่าทำไมฉันถึงเป็น แล้วก็ไม่ทำอะไรเลย  ภายใน 2 สัปดาห์ ได้รวบรวมพละกำลัง หาคำปรึกษา ทั้งจากคนรอบข้าง และคุณหมอหลายๆ ท่าน รวมทั้งอาจารย์ธวัช “ตอนนั้นเสียใจมากค่ะ แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่านั่งทุกข์ไปก็ไม่ได้ทำให้มะเร็งหาย จึงหาข้อมูลและขอคำปรึกษาจากหลายๆ คน ก็มีหลายเสียงพูดกับเราว่า อย่าไปผ่าตัดเลย มันเสี่ยง เดี๋ยวนี้มีการรักษาแบบทางเลือกเยอะแยะ แต่ทางครอบครัว รวมทั้งตัวเรา เชื่อมั่นในความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญของคุณหมอ จึงตัดสินใจทำการผ่าตัด หลังจากทราบว่าเป็นมะเร็ง ภายใน 2 สัปดาห์”

        คุณประภัสรา เล่าให้ฟังอย่างเข้มแข็งว่า ตอนที่ผ่าตัดต้องนอนอยู่โรงพยาบาล 12 วัน เพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่ หลังจากผ่าตัดแล้ว คุณหมอให้ทำคีโม อีก 12 ครั้ง จากวันนั้น 5 พ.ค.2014 จนถึงวันนี้ คุณประภัสราบอกว่าแข็งแรงดี ไม่มีปัญหา สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และมีความสุขเหมือนคนทั่วไป ซึ่งคุณประภัสราบอกว่า ในการกำจัดมะเร็ง นอกจากการรักษาอย่างถูกต้องแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องมี คือ กำลังใจ “เราต้องสร้างกำลังใจให้กับตัวเองค่ะ ใช่..ที่คนรอบข้างมีส่วนในการสร้างกำลังใจ แต่ถ้าเราไม่มีให้กับตัวเองมันก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ เราต้องคลิ๊กให้ได้ ว่าใจต้องเป็นนาย แล้วกายเป็นบ่าว เมื่อเราทำใจได้กำลังใจก็จะตามมา ก็จะสามารถพิชิตปัญหาต่างๆ ได้ ที่สำคัญคนที่เป็นมะเร็งชอบคิดว่าฉันป่วยอยู่ตลอดเวลา ออกจากบ้านไม่ได้ ไปเที่ยวไม่ไหว เก็บตัว การทำแบบนี้มันล้วนแต่เป็นการบั่นทอนตัวเองทั้งสิ้น เมื่อเรารักษาตัวเองหายดีแล้ว ก็ต้องออกมาใช้ชีวิตให้เป็นปกติสุขค่ะ ออกไปช้อปปิ้ง ดูหนัง ฟังเพลง ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก รู้จักทำสมาธิให้จิตใจสงบ หายใจเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายให้มากๆ และที่สำคัญต้องหมั่นออกกำลังกายค่ะ”

          นอกจากกำลังใจที่คุณประภัสรามีให้กับผู้ป่วยมะเร็งทุกคนแล้ว คุณประภัสราขอฝากข้อคิดไว้เตือนสติกันสักนิดว่า “มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นภัยเงียบที่ใกล้ตัวมาก อย่าคิดว่าไม่ใช่เรา ไม่เป็นเรา ดูอย่างตัวดิฉันเอง ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ไม่มีอาการอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง อายุก็เพิ่งถึงเกณฑ์การตรวจคัดกรองเอง เพราะฉะนั้น ต้องหมั่นสังเกตตัวเอง หากมีอะไรผิดปกติอย่าปล่อยทิ้งไว้แล้วเลยผ่านไป จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ที่สำคัญการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยเราได้มากค่ะ”

“How can it be? Do I really have colon cancer?”

Khun Prapasra uttered those words as she shared her experience with us.  She has always taken good care of her health.  She started getting annual physical exam since she was 40 until she was 50.  She skipped 18 months and had her exam when she was 51.  “I didn’t think anything about it because I have been healthy.”

But the results were not so great.  Khun Prapasra’s doctor told her that her CEA was unusually high so she was referred to Dr. Thawat who performed colonoscopy that resulted in her current calamity.  “How can it be? Do I really have colon cancer?”  The bad news did not end there.  Her cancer had spread beyond the colon.  Dr. Thawat ordered a PET Scan to get a better idea of how far the cancer has spread.  It turned out that the cancer had lodged two spots on her liver.  “It was like a hammer to my heart.  I was dazed.  It all happened so quickly.  It was only a year and a half ago since my last physical exam and now I have stage 4 cancer.  I didn’t even have any symptom.”

Khun Prapasra recounted that although she was desolate when she found out she had cancer, she did not waste any time.  Within two weeks, she gathered her strength and asked for everyone’s advice, including Dr. Thawat’s.  “I was very depressed, but I thought that sulking was not going to make it go away.  I might as well get more information from other people.  Some told me not to have surgery because it is risky. There are many alternative treatments available these days.  My family and I believe in medical technology and the doctor’s experience.  So I decided to have surgery just two weeks after I knew I had cancer.”

Khun Prapasra gallantly continued that she stayed in the hospital for 12 days because it was a major surgery.  The doctor followed up with 12 more sessions of chemotherapy.  From May 5th, 2014 until today, Khun Prapasra said that she is still healthy and has no complications.  She can still go on with her life as normal.  She credited appropriate treatment and morale support for her recovery.  “I need to keep my spirits up.  Sure, my friends and family give me morale support, but if I cannot cheer myself up, no one can.  I need to pick myself up and say my spirit is stronger than my body.  Once I have made peace with my illness, I could keep myself up and fight through all the problems.  Most people who have cancer often think that they should just stay at home because they are sick all the time and cannot go anywhere.  That just destroys their spirit.  If we get the right treatment, we can still live our lives, go shopping, see a movie or just do what we love to do.  Just practice medication to keep calm, breathe in a lot of oxygen into our body and exercise.”

Other than her words of encouragement to all who suffer from cancer, Khun Prapasra also had words for others: “Colon cancer is a silent, but deadly disease.  Do not think that it will never happen to you.  Look at me.  I get an annual exam every year.  I never had any symptoms.  When I was diagnosed, I was only in the first years of screening recommendation.  Just be cautious about your body.  If there is something wrong, do not let it pass so you do not have to be sorry later.  Annual check-up can really help us.”

Tags: , , , ,