ด้วยรักและห่วงใยจากใจแม่

Interview Published: Aug 2011

แม้กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีก้าวไกล ดูอะไรๆ จะง่ายขึ้น มีตัวช่วยเพิ่มมากขึ้น แต่การเลี้ยงดูลูกให้มีความสุขและเติบโตอย่างดีนั้น ยังคงขึ้นอยู่กับได้รับการดูแลทะนุถนอมเอาใจใส่ของพ่อแม่อย่างเต็มที่ ดังนั้นชีวิตที่สุขสดใสของลูกจึงเป็นความท้าทายของพ่อแม่ เนื่องใน “วันแม่แห่งชาติ” ปีนี้ ไอเกิล ได้รับเกียรติจากคุณแม่ 2 ท่าน มาแชร์ประสบการณ์ การสร้างสายใยครอบครัวที่อบอุ่น

คุณแม่ท่านแรกที่เราได้สัมภาษณ์นอกจากจะเป็นคุณพี่ คุณแม่ และคุณย่าแล้วยังเป็นบอสใหญ่ของบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เจ้าของเครือข่ายร้านอาหารและเบเกอรี่ที่เราคุ้นเคยกันดี อาทิ S&P, Patara, Patio, Vanilla, มังกรทอง และร้านกาแฟ Blue Cup

คุณภัทรา ศิลาอ่อน หรือ “พี่ใหญ่” ของผู้ใกล้ชิด เชิญทีมงานของเราไปที่บ้านในซอยทองหล่อของเธอ พี่ใหญ่ในชุดสีชมพูสดใสต้อนรับเราอย่างอบอุ่นด้วยขนมอร่อยๆ จาก S&P พี่ใหญ่บอกว่าเธอเกิดวันอังคารจึงชอบสีชมพู เธอเล่าให้ฟังว่าลูกๆ ของเธอทั้ง 3 คือ คุณวิฑูร คุณกำธร และคุณพรวิช และครอบครัว อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขที่บ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นบ้านที่เธออยู่มากว่า 40 ปีแล้ว ตั้งแต่แต่งงานกับ คุณอมเรศ ศิลาอ่อน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จนถึงวันนี้

เราชักเริ่มสงสัยกันแล้วว่าอะไรหนอที่เป็นสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของครอบครัวศิลาอ่อนนี้ พี่ใหญ่เล่าต่อให้ฟังว่าเธอเป็นคุณแม่ประเภทห่วงลูกมาก เมื่อสมัยคุณเอ (วิฑูร) ซึ่งเป็นลูกคนแรก ไปเรียนหนังสือและต้องใส่ยูนิฟอร์มซึ่งมีหมวกนั้น พี่ใหญ่มองไปไม่เห็นลูกตัวเองเพราะทุกคนใส่ชุดเหมือนกันหมด เธอก็เริ่มกังวล วิ่งวุ่นตามหาลูก จนในที่สุดคุณเอกกลับหมวกเอาด้านในออก จะได้ไม่เหมือนคนอื่นคุณแม่จะได้เห็นทันที

พี่ใหญ่บอกว่าเธอโชคดีที่ตอนลูกๆ ของเธอยังเล็กนั้น เธอเพิ่งเปิดร้าน S&P เพียงสาขาเดียว เธอจึงมีเวลาดูแลลูกอย่างเต็มที่ ที่โชคดีไปกว่านั้นคือ ลูกๆ เรียนโรงเรียนเดียวกันหมด ตอนเช้าคุณพ่อ (คุณอมเรศ) ไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียน ตอนเย็นพี่ใหญ่ค่อยเป็นคนไปรับ พี่ใหญ่เล่าย้อนหลังถึงวันวานด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข “พี่ใหญ่เลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ ไม่กดดัน ส่วนใหญ่ให้ลูกเล่นอยู่กับบ้าน และไม่ได้มีตารางเวลาที่เต็มเหยียดเหมือนเด็กสมัยนี้ สมัยก่อนไม่มีเรียนพิเศษ พี่ใหญ่ให้ลูกๆ อยู่กันแบบสบายๆ และให้ทุกคนได้ทุกอย่างเท่าๆ กัน ถ้าซื้อเสื้อผ้าก็จะซื้อให้เหมือนๆ กัน ไม่มีการรอให้พี่ก่อนแล้วค่อยตกทอดมาที่น้อง”

เพราะต้องการให้ลูกๆ มีอนาคตที่ดี พี่ใหญ่จึงตัดสินใจส่งลูกๆ ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ “ส่งไปเมืองนอกตั้งแต่ 10 ขวบ คือจบ ป.4 ก็ส่งไป ทยอยกันไปจนครบทั้ง 3 คน คือเราให้การศึกษาเขาแทนที่จะให้ความฟุ่มเฟือยอย่างอื่น” เมื่อลูกๆ เริ่มไปเรียนเมืองนอกกันหมดแล้ว คุณแม่และน้องๆ จึงได้ขยายสาขาร้าน S&P เพิ่มขึ้น โดยมีน้องชาย อีก 3 คนมาร่วมด้วยช่วยกัน จนสร้างอาณาจักร S&P ให้เป็นปึกแผ่นจนถึงทุกวันนี้ พี่ใหญ่บอกว่าครอบครัวของเธอใกล้ชิดกันมาก ขนาดช่วงที่เธอไปเรียนที่เมืองนอก คุณแม่ของเธอก็จะตามไปอยู่เป็นเพื่อนแบบนานๆ และให้กลับบ้านทุกปี เธอกับน้องๆ จึงมีความสนิทสนมกันไม่เคยเปลี่ยน มาถึงตรงนี้เราไม่สงสัยเลยว่าทำไมพี่ใหญ่ดูหน้าตาอิ่มเอิบและมีความสุข แต่เราก็อดถามไม่ได้ถึงเคล็ดลับของสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นของครอบครัวศิลาอ่อน แล้วเราก็ไม่แปลกใจเลยเมื่อพี่ใหญ่ตอบว่า “คงเป็นเพราะเราดูแลเขาอย่างดี ให้ทุกคนอยู่กันอย่างสบาย โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ลูกๆ หลานๆ เลยอยู่ด้วยกันหมดที่นี่” เสน่ห์ปลายจวักนี้เองที่เป็นตัวสานสายสัมพันธ์ที่แสนอร่อยของบ้านนี้ “หลานสาว 3 คน ผลัดกันมานอนกับย่าตอนวันหยุด หลานๆ สนิทกับคุณย่ามาก”

พี่ใหญ่ฝากถึงคุณแม่ของลูกๆ ที่กำลังโตว่า “อยู่ใกล้ชิดลูกให้มากๆ และต้องให้แน่ใจว่าพี่เลี้ยงของลูกต้องดี ช่วงที่เราเลิกงานกลับมาถึงบ้านแล้ว ควรอยู่ใกล้ชิดลูก อย่าให้อยู่กับคนอื่นมากจนเกินไป และไม่ควรให้ลูกเรียนเกินความจำเป็น ให้เขาเรียนในสิ่งที่เขาชอบ ไม่ต้องไปทำตามใคร หรือแข่งกับใคร ที่สำคัญให้ลูกอยู่ในสายตา และให้มีเวลาพักผ่อนบ้าง อย่างวันจันทร์ถึงศุกร์ต้องตื่นเช้าไปโรงเรียนแล้ว เสาร์-อาทิตย์ ก็ให้พักบ้างอยากให้ลูกๆ สบาย จะได้มี EQ ที่ดี ”

พี่ใหญ่ยังพูดต่อด้วยว่าพ่อแม่และสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด “ถ้าเราให้เขาซึมซับแต่สิ่งที่ดีมีคุณธรรม เขาก็จะเติบโตเป็นคนดี เราตามใจลูกได้แต่ต้องให้มีมารยาทและมีความเกรงใจคนอื่น” พี่ใหญ่ยังฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ควรหาโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน ลูกๆ และคุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่เหนื่อยและมีอารมณ์ดี

เป็นไงคะ ข้อคิดง่ายๆ ที่มีนัยแฝงลึกของคุณแม่ และคุณย่าท่านนี้ ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไรข้อคิดนี้ก็ยังใหม่สดอยู่เสมอใช่ไหมคะ